ฅนใต้สร้างสุข [The Southern Happyness Action Networks]

จับกระแสสมัชชา

ย้ำมติสมัชชาไม่เอาปิโตรเคมี จับตารัฐหูทวนลมเสียงประชาชน(ตอนที่ 3)

by chonpadae @8 ก.พ. 55 00.41 ( IP : 223...246 ) | Tags : จับกระแสสมัชชา , สมัชชาสุขภาพภาคใต้

รายการสมัชชาสุขภาพทางอากาศ  สถานีวิทยุ FM 88.0 MHz มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.)ประจำวันเสาร์ที่ 17ธันวาคม 2554
            ดำเนินรายการโดยอรุณรัตน์ แสงละอองและบัญชร วิเชียรศรี
            ติดตามความคืบหน้ามติสมัชชาสุขภาพภาคใต้ 2552 วาระแผนพัฒนาภาคใต้ที่ยั่งยืนต่อจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่มีอาจารย์ประสาท มีแต้มมาเป็นวิทยากรโดยครั้งนี้เป็นมุมมองจากตัวแทนสมัชชาสุขภาพภาคใต้ 2 ท่านคือศยามล ไกรยูรวงศ์ และกิตติภพ สุทธิสว่าง
................................................................................................................................................................................................................................
            กิตติภพ สุทธิสว่าง กล่าวว่าการที่  กป.อพช. ประสานงานกับกลุ่มปัญหาต่างๆ พบว่าทิศทางการพัฒนามีผลหลายมิติเสมอไม่ว่า การเมือง สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม บทเรียนที่ผ่านมาที่สภาพัฒน์ ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ หลายกรณีส่งผลต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม สังคมโดยรวม
          “เรามาเห็นว่าช่องทางที่สมัชชาสุขภาพทำไปแล้ว กลไกนี้สามารถสะท้อนให้นำไปสู่การลดความขัดแย้ง แต่เมื่อดูบรรยากาศ ที่เป็นอยู่ขณะนี้ บางอย่างกลับเข้าสู่กระบวนการเดิม"
            เขาหมายถึงกรณีที่ภาคประชาชนส่งข้อมูลขึ้นไปให้ทบทวนโครงการ สุดท้ายรัฐบาลไม่ฟัง
          “ผมพบว่าการเดินทางมาหาดใหญ่ของนายกยิ่งลักษณ์ ได้ประกาศเดินหน้าโครงการพัฒนาภาคใต้เลย ถ้าเป็นอย่างนั้นผมมองว่ามันจะมีผลระทบทางการเมือง  เศรษฐกิจ สังคม”
          กิตติภพ มองว่าความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของภาคใต้ ภาคใต้พึ่งตนเองได้สูงในทุกมิติ ภาคเกษตร มีมูลค่า 315,141 ล้านบาท เป็น 35 % ของมูลค่าผลิตภัณฑ์เกษตรของประเทศ  การท่องเที่ยว 150,000 ล้านบาท  การศึกษา 54,211 ล้าน
          “ถ้าการกำหนดรูปแบบการพัฒนามาในรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรม พลังงานและปิโตรเคมี เราก็เห็นบทเรียนมาจากมาบตาพุด เห็นปัญหาอากาศเสีย น้ำเสีย มลพิษ เยอะแยะไปหมด  สุขภาพแย่ ไม่มีการกระจายรายได้ ผลประโยชน์ส่วนมากได้กับคนต่างชาติ” กิตติภพกล่าวว่าที่ผ่านมาเขาพยายามคุยให้เห็นว่าปิโตรเคมีการท่องเที่ยวไปด้วยกันไม่ได้ โดยยกกรณีมาบตาพุดมาสรุปให้เห็นชัดเจน กรณีชาวจะนะเขาเห็นว่าแม้แต่พี่น้องประชาชนที่เคยสนับสนุนโครงการมาก่อน ทุกวันนี้ก็ออกมาเรียกร้องถึงผลกระทบเยอะมาก ทั้งโรงแยกก๊าซ และโรงไฟฟ้า และประจักษ์แล้วว่าสิ่งที่ได้ก็ไม่ใช่กับประชาชน หรือท้องถิ่น อย่างที่เคยคุยเอาไว้ช่วงแรก
        “ผมคิดว่าทิศทางที่เราเสนอไม่ใช่ลอยๆ แต่มาจากการวิจัย วิเคราะห์ ประสบการณ์ที่สภาพัฒน์ทำมา  และ ครม. เคยเห็นมาแล้วด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้เป็นเหมือนสุญญากาศ เพราะว่า พอมีมติสมัชชาก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ แถมในพื้นที่ก็ยังเดินหน้าทำอยู่ แบบที่สตูลเดินหน้าทำท่าเรือน้ำลึก  สงขลา นคร ก็ต่างเดินหน้า มุมแบบนี้เท่ากับไม่หันหน้ามาคุย ในด้านการเมืองถ้าไม่หันหน้ามาคุยกันจะเกิดอะไรขึ้น จะเกิดการละเมิดสิทธิตามมาใช่ไหมครับ  อาจต้อง ใช้ตำรวจ มาขับเคลื่อนชุมชน เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมาถ้าพยายามทำ หลายพื้นที่จะแย่เลย”
        กิตติภพบอกว่าที่ผ่านมา พื้นที่กรณีจะนะที่เขาเกี่ยวข้องโดยตรงอยู่  ธุรกิจนกเขาชวาของคนในท้องถิ่น ทำรายได้ดูดเงินจากประเทศ บรูไน สิงคโปร์ มาเล อินโดนีเซีย มูลค่าพันกว่าล้านต่อปี ถ้ามีอุตสาหกรรมเข้ามาย่อมกระทบธุรกิจชาวบ้านที่ทำมา 10-20 ปี
        “หรือบางพื้นที่อย่างตำบลนาทับ แต่ก่อนหาปลาไม่ได้เลย เราเข้าไปถอดบทเรียน กับชาวบ้าน เขาทำปะการังเทียมแบบชาวบ้าน ปลามาอยู่  หากินหน้าบ้าน มีรายได้ดี ครอบครัว ชุมชนดีขึ้น ล้วนเป็นกรณีให้เห็นว่า ถ้าเรากำหนดทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับ วิถีหรือฐานทรัพยากร วัฒนธรรมของเขา จะยั่งยืนและมีรายได้ชัดเจน” เขาจึงเห็นด้วยกับอุตสาหกรรมที่ต่อยอด สอดคล้องกับภาคเกษตร  ประมง ยาง ปาล์ม ซึ่งเป็นจุดแข็งของภาคใต้
        กิตติภพเล่าต่อว่า คณะกรรมการสมัชชาภาคใต้มาจาก คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชนที่อยู่ในจังหวัดต่างๆใน14 จังหวัดภาคใต้  ซึ่งเป็นชุมชนที่ทำงานด้านพัฒนา แก้ปัญหาชุมชนตัวเอง การรวมกลุ่มอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มสตรี ไม่ใช่เป็นแค่ตัวแทน 2,000 คนตามหลักเกณฑ์ของสมัชชา แต่ มีความหมากหลายมาก
“อย่างกลุ่มทะเลสาบสงขลามีกลุ่มเครือข่าย การมาทำตามทิศทางที่สภาพัฒน์ว่าก็ต้องทำเขื่อนในทะเลสาบสงขลา เครือข่ายไม่เห็นด้วยมาตลอด เพราะทะเลสาบสงขลาเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของคนภาคใต้ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ไม่ใช่แหล่งน้ำของโรงงานอุตสาหกรรม  การเอาอุตสาหกรรมเหล็กลงไปคาบสมุทรสทิงพระ ต้องทบทวน”
        เขามองว่าการดำเนินโครงการพัฒนาต้องสนใจเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยการพัฒนาแต่ละที่ต้องมีการศึกษา EIA  หรือ HIA  ซึ่งที่ผ่านมาเหล่านี้คือปลายเหตุ แต่กระบวนการที่ต้องเน้น คือการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายไม่เฉพาะฝ่ายรัฐบาลกับธุรกิจอย่างเดียว หมายถึงว่าภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ ต้องมามีส่วนร่วม มาคุยกัน “แต่ที่ผ่านมาแม้ว่าใช้กระบวนการสมัชชา เขายังไม่ฟังอยู่ดี  ถ้าท่าที เงื่อนไข แบบนี้ไม่สนใจกลไกที่เกิดขึ้น ตามกฎหมาย ทางออกจะเป็นอย่างไร ผมว่าทางออกมาสู่เรื่องเดิม คือการทำโครงการต้องใช้เงินประชาสัมพันธ์  ตั้งกองทุนใกล้โรงงานบ้าง เพื่อดูแลเหมือนที่ผ่านมา”
        มุมแบบนี้ถ้ามาคุยแบบมีส่วนร่วม  เขามองว่าอาจเปลี่ยนแปลง หรือมีทางออก จากการคุยกันเพื่อดูศักยภาพของพื้นที่ว่ามีอะไรเหมาะ ไม่เหมาะ จำเป็นหรือไม่
“แทนที่จะคิดว่าธุรกิจกับการเมืองตัดสินได้แต่ขัดรัฐธรรมนูญ  ทั้งหลายต้องหันมาเปลี่ยนมุมมอง  แม้แต่ชาวบ้านเองก็ต้องรับฟังมากขึ้น ฟังจากมุมธุรกิจว่าทำไมคุณต้องทำ ทำได้จริงหรือเปล่า บนโต๊ะเจรจราบนกลไกต่างๆต้องเคารพกัน
      “ผมอยากชวนคนไทยว่าทุกภาคส่วนน่าจะมาช่วยกันคิด ไม่นั้นเราจะโดนเหมือน แม่เมาะ มาบตาพุด ท่าศาลา สุดท้ายฐานชีวิตของพวกเราจะหมด เพราะว่าทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ต้องสร้างเขื่อนเป็นแหล่งน้ำให้อุตสาหกรรม  อย่างสงขลาไม่พ้นเขาน้ำค้างซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ ลักษณะภาคใต้ภูเขาแทบไม่เหลืออยู่แล้ว ถ้าสร้างเขื่อน ถมทะเลระเบิดภูเขาอีกจะเป็นอย่างไร  ทะเลเป็นแหล่งรองรับสารเคมี แทนที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว  อุตสาหกรรมเหล่านั้นคนที่เป็นเจ้าของก็ไม่ใช่คนบ้านเรา อย่างดีเราได้เป็นแค่ลูกจ้าง ซึ่งที่จะนะ ก็พบว่าที่เคยเป็นลูกจ้างเขาช่วงแรกก็ถูกปลดหมดแล้ว เพราะเขาเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี”
        สำหรับการการแสดงเจตจำนงแบบง่ายๆ ของประชาชนในการมีส่วนร่วมเขาแนะว่าควร ทำอย่างชาวบ้านบ่อนอกประจวบคีรีขันธ์ คือทุกภาคส่วนขึ้นธงเขียวเป็นสัญลักษณ์ไม่เอาปิโตรเคมี
        “ถ้าตามดูดีๆ จะพบว่าสมัชชชาสุขภาพจังหวัดสงขลาบอกว่าให้ทบทวนโครงการ ที่เสนอไปทาง ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ถ้าพูดอย่างเดียวไม่แสดงตัวตน สัญลักษณ์ จะถูกมองว่า เป็นแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่มากอีกซึ่งก็โดนมองเช่นนี้มาแล้ว ว่าเป็นชาวจะนะ ระโนด หรือที่อื่นเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าทั้งเมืองประกาศทิศทางชัดว่าอย่างนี้ไม่เอานะ แล้วมีข้อเสนอชัดเจน เป็นระบบที่ได้นำเสนอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ไป  ช่วยกัน ตาม คุย บอกกล่าว แสดงออกมานี่คือเป็นมุมหนึ่งที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงได้”
มีนิมิตหมายที่ดีว่าภาคประชาชนกำลังลุกขึ้นมาหลายภาคส่วนแล้วส่งผลให้มีการรับฟังมากขึ้น เขามองว่า กรณีปฏิบัติการเพชรเกษม41 เห็นได้ชัด และไม่นานมานี้ กรณีท่าศาลา ที่ กฟผ.จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน
        “พี่น้องท่าศาลามาเป็นหมื่นจับมือล้อมอำเภอ ตอนนี้การผลักดันโครงการก็เงียบไป  อย่างน้อยระงับไป มุมแบบนี้ พลังที่แสดงออกต้องมีพื้นที่ให้ ซึ่งที่ท่าศาลา อบต.ก็มาร่วมกับชาวบ้าน ไม่เห็นด้วยกับถ่านหิน ซึ่งมุมแบบนี้มีอยู่  ที่สงขลาในปีหน้า (2555) จะมีการเดินรณรงค์ ศิลปินในภาคใต้ จะเป็นเป็นมุมใหม่ ที่ต่างจากการเคลื่อนภาคประชาชนในอดีต แต่ประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่เข้าใจสิทธิ ยังคิดว่ารับจะทำอะไรก็ได้ อย่างนั้นอยู่ ต้องมีการให้ความรู้หรือพูดคุยกันให้มากกว่านี้”
        กิตติภพยังบอกว่าให้จับตาสัญญาณที่ว่าอุตสาหกรรมกำลังลงมาอย่างชัดเจนกรณีสงขลา คืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่จากระยอง ลงมาทอดกฐินที่จะนะ มีบริษัทบางบริษัทเริ่มทำประชาสัมพันธ์โดยการแจกชองชำร่วยกับชาวบ้าน ขณะที่ อีไอเอของปิโตรเคมีฉบับสงขลาเสร็จแล้ว กำหนดให้อยู่ที่บ้านปึกขนาดพื้นที่  2,400 ไร่


ถนอม ขุนเพ็ชร์ ....เรียบเรียง

แสดงความคิดเห็น

« 9209
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง