แบบฟอร์มการเก็บข้อมูลเพื่อการประเมินแบบมีโครงสร้าง

ชื่อโครงการ ศูนย์เรียนรู้นาอินทรีย์ที่บ้านโคกแย้ม (ต่อเนื่อง)

รหัสโครงการ 58-03820 รหัสสัญญา 58-00-1935 ระยะเวลาโครงการ 15 กันยายน 2558 - 15 ตุลาคม 2559

แบบประเมินคุณค่าของโครงการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพ

เป็นการคุณค่าที่เกิดจากโครงการในมิติต่อไปนี้

  • ความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและนวัตกรรมเชิงระบบสุขภาพชุมชน
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีผลต่อสุขภาวะ
  • การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ
  • ผลกระทบเชิงบวกและนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาวะชุมชน
  • กระบวนการชุมชน
  • มิติสุขภาวะปัญญา / สุขภาวะทางจิตวิญญาณ
คุณค่าที่เกิดขึ้น
ประเด็น
ผลที่เกิดขึ้นรายละเอียดหลักฐาน/แหล่งอ้างอิงแนวทางการพัฒนาต่อ
มีไม่มี
1. เกิดความรู้ หรือ นวัตกรรมชุมชน

 

 

 

1. ความรู้ใหม่ / องค์ความรู้ใหม่

การทำนาอินทรีย์

แปลงนาอินทรีย 60 ไร่ ที่มีขอบเขตประกาศให้เป้นที่รับรุ็ทั่วกัน

ประสานชาวนา ขยายพื้นที่ทำนาอินทรีย์

2. สิ่งประดิษฐ์ / ผลผลิตใหม่

ข้าวสารตรานาท่อม

ข้าวสารตรานาท่อม ที่มีจำหน่ายในชุมชน

พัฒนาเป็นสินค้าประจำตำบลนาท่อม เผยแพร่สู่ตลาดในระดับที่สูงขึ้น

3. กระบวนการใหม่

กระบวนการจัดการกลุ่มทำนาอินทรีย์ ตั้งแต่การทำนา ถึงการขายข้าวสาร

กลุ่มทำนาอินทรีย์บ้านโคกแย้ม มีสมาชิก 40 คนทำนา 60 ไร่ มีนายถาวรคงนิลเป็ประธานกลุ่ม

พัฒนาความรู้ให้กับสมาชิกกลุ่ม ผลักดันให้มีการเพิ่มพื้นที่นาอินทรีย์

4. วิธีการทำงาน / การจัดการใหม่

คณะทำงานจัดการตามโครงการร่วมกับสภาผู้นำชุมชน โดยมีนายถาวรคงนิลหัวหน้าโครงการ เป็นประธานสภาฯ มีสมาชิกสภารวม 25 คน

รายงานการประชุม ซึ่งมีการประชุมทุกเดือน

พัฒนาศักยภาพผู้นำให้มีความรู้มากขึ้น เช่อมร้อยเครือข่ายที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกับสมาชิกสภาชุมชน

5. การเกิดกลุ่ม / โครงสร้างในชุมชนใหม่

กลุ่มแปรรูปผลผลิตจาการทำนาอินทรีย์เป็นข้าวสารตรานาท่อม "ที่คัดสรรจากทุ่งนา สู่จานข้าวเพื่อสุขภาพ"

กลุ่มแปรรุปข้าว ที่ตั้ง ศาลาหมู่บ้าน ที่คณะการการ 9 คน มีนายถาวรคงนิลเป็ประธานกลุ่ม

สร้างความเข้มแข็ง สู่ความยั่งยืน ยกระดับและจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน

6. แหล่งเรียนรู้ใหม่

การทำนาอินทรีย์ ที่ทุ่งนาตาลก โดยกลุ่มทำนาอินทรีย์

และการผลิตข้าวสารตรานาท่อม โดยกลุ่มแปรรูปผลผลิตจากการทำนาอินทรีย์ ที่ศาลาหมู่บ้าน โดยคณะกรรมการ

นาอินทรีย์ที่ทุ่งนาตาลกจำนวน 60 ไร่ โดยกลุ่มทำนาอินทรีย์

ข้าวสารตรานาท่อม โดยกลุ่มแปรรูปผลผลิตจากการทำนาอินทรีย์ ที่ศาลาหมู่บ้าน

พัฒนาให้มีความชัดเจนมากขึ้น


พัฒนาให้เป้นวิสาหกิจชุมชน

7. อื่นๆ

กลุ่มเด็กและเยาวชน ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพจากโครงการ ให้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรม เพื่อการเรียนรู้และการมีจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์

การร่วมกิจกรรมกับโครงการ และ

การร่วมกิจกรรมกับชุมชนอย่างจต่อเนื่อง

เชื่อมร้อยไปสู่การเป็นสมาชิกสภาเด็กและเยาวชนตำบลนาท่อมและพัฒนาศักยภาพไปพร้อมกัน

2. เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เอื้อต่อสุขภาพ

 

 

 

1. การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล

คนทำนาอินทรีย์มีความเเสี่ยงต่อการสัมผัส ปนเปื้อนกับสารเคมีลดลง

คนทำอินทรีย์มีกฎกติการ่วมกัน ไม่ใช้สารเคมีในการทำนา

ส่งเสริมการตรวจสารเคมีในเลือดคืนข้อมุล และผลักดันให้บ้านโคกแย้มเป็นหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์

2. การบริโภค

คนในชุมชนมีทางเลือกในการบริโภคข้าวอินทรีย์ ข้าวเพื่อสุขภาพของคนนาท่อม

ร้านค้าในชุมชน 3 ร้านมีข้าวสารตรานาท่อมขาย

เพิ่มผลลิต เพื่อกระจายสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน และคนรักษ์สุขภาพ

3. การออกกำลังกาย

 

 

 

4. การลด ละ เลิก อบายมุข เช่น การพนัน เหล้า บุหรี่

 

 

 

5. การลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ การขับรถโดยประมาท

 

 

 

6. การจัดการอารมณ์ / ความเครียด

 

 

 

7. การดำรงชีวิต / วิถีชีวิต เช่น การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น / สมุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเอง

 

 

 

8. พฤติกรรมการจัดการตนเอง ครอบครัว ชุมชน

 

 

 

9. อื่นๆ

 

 

 

3. การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ (กายภาพ สังคม และเศรษฐกิจ)

 

 

 

1. กายภาพ เช่น มีการจัดการขยะ ป่า น้ำ การใช้สารเคมีเกษตร และการสร้างสิ่งแวดล้อมในครัวเรือนที่ถูกสุขลักษณะ

ชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มทำนา นอกจากจะไม่ใช้สารเคมีในนาและยังลดการใช้สารเคมีในการเกษตรอื่นๆ และเน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป้นสำคัญ

สมาชิกทุกคน ทำปุ๋ยหมักใช้เองในครัวเรือน ทั้งปุ๋ยหมักแห้ง ปุ๋ยหมักน้ำ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง

สร้างกระแสเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง

2. สังคม เช่น มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ลดการเกิดอุบัติเหตุ ครอบครัวอบอุ่น การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเด็ก เยาวชน และกลุ่มวัยต่าง ๆ มีพื้นที่สาธารณะ/พื้นที่ทางสังคม เพื่อเอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพของคนในชุมชน มีการใช้ศาสนา/วัฒนธรรมเป็นฐานการพัฒนา

มีการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเด็ก เยาวชน และกลุ่มวัยต่าง ๆ มีพื้นที่สาธารณะ

การเข้าร่วมกิจกรรมของเด็ก เยาวชน

การร่วมกิจกรรมของสมาชิกในครัวครัวเรือนเช่นการมาร่วมกันทำขนมเลี้ยงรับรองผู้มาร่วมกิจกรรมที่ศาลาหมู่บ้านการจัดอาหารปิ่น โตรับรองผู้มาเยือนหรือการจัดอบรม

ให้เด็ก เยาวชนได้มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

สร้างกระแสอาหารปิ่นโตอย่างต่อเนื่อง

3. เศรษฐกิจสร้างสรรค์สังคม /สร้างอาชีพ / เพิ่มรายได้

เพิ่มรายได้จากการขายข้าวสาร

เพิ่มรายได้จาการขายเมล็ดพันธุ์

ชาวนาขายข้าวเปลือกตากแห้งให้กลุ่มฯ ได้ราคาดีกว่าการขายให้พ่อค้า

สีข้าวสารขายได้ราคาดีกว่าขายข้าวเปลือก

เพิ่มจำนวนการซื้อข้าวเปลือกและเพิ่มจำนวนการผลิตข้าวสาร จ้างงานจากชุมชนในกระบวนการผลิตของกลุ่มฯ

4. มีการบริการสุขภาพทางเลือก และมีช่องทางการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ

 

 

 

5. อื่นๆ

 

 

 

4. การพัฒนานโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาวะ

 

 

 

1. มีกฎ / กติกา ของกลุ่ม ชุมชน

พื้นที่ทำนาได้กำหนดขอบเขตไว้จัดเจน ประกาศให้ทราบทั่วกัน

สมาชิกกลุ่มต้องไม่ใช้สารเคมีในการทำนา

ชาวนาต้องไม่เผา ซังฟางข้าวในนา

ต้องเน้นการไถกลับตอซัง

ต้องเน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ขอบเขตที่ประกาศไว้ในทุ่งนาตาลก

การไถกลบตอซังของสมาชิกกลุ่ม

การทำปุ๋ยหมักใช้เอง/เทศบาลสนับสนุนวัสดุทำปุ๋ยหมัก

ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

2. มีมาตรการทางสังคมของกลุ่ม ชุมชน

 

 

 

3. มีธรรมนูญของชุมชน

 

 

 

4. อื่นๆ เช่น ออกเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่น ฯลฯ

 

 

 

5. เกิดกระบวนการชุมชน

 

 

 

1. เกิดการเชื่อมโยงประสานงานระหว่างกลุ่ม / เครือข่าย (ใน และหรือนอกชุมชน)

-กลุ่มทำนาฯ เข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายนาอินทรีย์จังหวัดพัทลุง

-กลุ่มทำนาฯได้รับความรู้ทางวิชาการจากศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดพัทลุงอย่งต่อเนื่อง

การบรรจุพื้นที่ทำนาอินทรีย์บ้านโคกแย้มไว้ในแผนพัฒนาการทำนาอินทรีย์ของจังหวัดพัทลุงปี 2560

ยกระดับความสัมพันธ์กับเครือข่ายเดิมเพิ่มความสัมพันธ์กับเครือข่ายใหม่ เช่น เครือข่ายด้านวิชาการเครือข่ายภาครัฐเพื่อพัฒนาผลผลิตของกลุ่ม

2. การเรียนรู้การแก้ปัญหาชุมชน (การประเมินปัญหา การวางแผน การปฏิบัติการ และการประเมิน)

การเรียนรู้ปัญหาร่วมกันในการประชุมสภาผู้น้ำและนำไปสู่การวางแผน ปฏิบัต ประเมินผล

บันทึกการประชุม และแผนพัฒนาชุมชน

พัฒนาศักยภาพสมาชิกสภาผุ้นำอย่างต่อเนื่อง

3. การใช้ประโยชน์จากทุนในชุมชน เช่น การระดมทุน การใช้ทรัพยากรบุคคลในชุมชน

การใช้ภูมปัญญาการทำปุ๋ยหมักจาก อ.สำราญทองหวาน เป้นหลักของสมาชิกกลุ่มทำนา และประชาชนโดยทั่วไปในชุมชน

ปุ่ยหมักแห้ง หมักน้ำ ของครัวเรือนในชุมชน

ผลักดันให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ในการเกษตรอื่นๆด้วย

4. มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกลุ่มและชุมชนที่เกิดจากโครงการอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ และข้าวสารตรานาท่อม สู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

สมาชิกกลุ่มลงหุ้นร่วมกันสานต่อกิจกรรมจากโครงการ

จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้

5. เกิดกระบวนการจัดการความรู้ในชุมชน

มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเองของสามชิกกลุ่มฯและของสมาชิกสภาผู้นำ อย่างต่อเนื่อง

การประชุมกลุ่ม การประชุมสภาผู้นำ และการจัดอบรม การจัดพื้นที่เรียนรู้เป็นคราวๆไป ตามแต่โอกาส

ใช้เวทีการประชุมของสมาชิกสภาผู้นำชุมชนเป้นแหล่งเรียนรู้อย่สงต่อเนื่อง ในลักษณะการแลกเปลี่ยนกันเอง และการเชิญปราชญ์ ผู้รู้มาร่วมประชุม ถ่ายทอด

6. เกิดทักษะในการจัดการโครงการ เช่น การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ การทำแผนปฏิบัติการ

คณะทำงาน และสภาผู้นำชุน มีความเข้าใจและใช้ข้อมูลในการตัดสินใจมากขึ้น

ด้วยการประชุมทุกเดือน มีการนำเข้าข้อมูลจากภาคีที่เกี่ยวข้อง มีการร่วมตัดสินใจ วางแผน และปฏิบัติร่วมกันมีการสรุปจากการปฏิบัติ

พัฒนาศักยภาพสมาชิกอย่างต่อเนื่อง

7. อื่นๆ

 

 

 

6. มิติสุขภาวะปัญญา / สุขภาวะทางจิตวิญญาณ

 

 

 

1. ความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง / กลุ่ม / ชุมชน

สมาชิกกลุ่ม และสมาชิกสภาผู้นำ ภาคภุมิใจในความสำเร็จที่เกิดจากโครงการ

การสรุปบทเรียน และการสร้างความคาดหวังให้กับชุมชน

ส่งเสริมให้มีกิจกรรมสรา้งสรรค์ และให้โอกาสทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

2. การเห็นประโยชน์ส่วนรวมและส่วนตนอย่างสมดุล

 

 

 

3. การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และพอเพียง

มีการแบ่งปันแรงงาน แบ่งปันอาหาร แบ่งน้ำใจ

การช่วยเหลือเกื้อกูล การลงแขกทำนา

ผู้ใหญ่ในครอบครัวจะต้องถ่ายทอดไปสู่เด็ก เยาชน

4. ชุมชนมีความเอื้ออาทร

 

 

 

5. มีการตัดสินใจโดยใช้ฐานปัญญา

 

 

 

6. อื่นๆ

 

 

 

7. บทคัดย่อ

 

 

 

1. บทคัดย่อ
  • ศูนย์เรียนรู้นาอินทรีย์ที่บ้านโคกแย้ม เป็นการสนับสนุนการทำนาอินทรีย์ โดยที่ในปีแรกเป็นการทำนาอินทรีย์ร่วมกับการหาทางเลือกวิธีการทำนาเพื่อลดต้นทุน ซึ่งพบว่านาโยนช่วยลดค่าแรงงาน นาดำข้าต้นเดียวช่วยลดค่าแรงงานและค่าเมล็ดพันธุ์ ทั้ง 2 วิธีได้ผลเท่ากับการทำนาดำ และมีการลดต้นทุนโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อีกส่วนหนึ่งต่อมาปีที่ 2 ชุมชนได้ทางเลือกวิธีการทำนาที่ลดต้นทุนแล้ว จึงต้องการเรียนรู้วิธีการเตรียมดิน การปลูก การดูแล การเก็บเกี่ยว การแปรรูปเป็นข้าวสาร และการจัดการกลุ่มไปสู่วิสาหกิจชุมชนโครงการนี้ได้สนับสนุนให้เพิ่มสมากลุ่มทำนาอินทรีย์เป็น 40 คน เพิ่มพื้นที่ทำนา เป็น 60 ไร่และสนับสนุนให้เกิดสมาชิกสภาผู้นำชุมชน จำนวน 25 คน เพื่อพัฒนาหมู่บ้านไปสู่การจัดการตนเองอีกส่วนหนึ่ง
  • จากการดำเนินงานจากโครงการนี้ สมาชิกได้เรียนรู้ว่ามี การร่วมกันกำหนดขอบเขตพื้นที่ทำนาอินทรีย์ให้เป็นบริเวณเดียวกัน จะช่วยลดการปนเปื้อนสารเคมีจากชาวนาที่ยังทำในระบบเดิมสมาชิกไม่ใช้สารเคมีในการทำนาลดการสัมผัสปนเปื้อนสารเคมีของชาวนาเอง และยังลดการปนเปื้อนของสารเคมีสิ่งแวดล้อม และในห่วงระบบโซ่อาหารของชุมชนการไถกลบตอซักหมักด้วยปุ๋ยน้ำหมักหรือน้ำ EM ชาวนาจะได้ปุ๋ยจากการย่อยตอซังเท่ากับปุ๋ยเคมี 50 กิโลกรัม หรือเท่ากับ 750 บาทการให้ใช้ปุ๋ยเคมีได้บ้างในการแต่งท้องข้าวนั้นเนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยของชาวบ้านจะเป็นปุ๋ยคอกมูลวัว มูลหมู ในระยะแรกๆ จะมีธาตุอาหารไนโตรเจนสูงทำให้ข้าวมีใบมากเกินไปท้องข้าวไม่ใหญ่ การให้ธาตุอาหารฟอสเฟต และโปแตสเซี่ยมเสริม จะช่วยให้ท้องข้าวสมบูรณ์รวงใหญ่ แต่ในระยะยาวเมื่อเนื้อดินปรับสภาพดีขึ้นก็ไม่ต้องใช้อีก การทำนาอินทรีย์ ดินดีขึ้นมีมูลไส้เดือนให้เห็นมากมายในวันเก็บเกี่ยว มีผักขาเขียด(ผักริ้น)เพิ่มขึ้นชาวนาเชื่อว่าเกิดจากหน้าดินร่วนซุย ผลผลิตได้ข้าวรวงใหญ่ น้ำหนักดีเท่ากับการใช้ปุ๋ยเคมีที่ไร่ละ 600-700 กิโลกรัม ข้าวจากนาในระบบเดิมโรงสีรับซื้อข้าวสดที่ราคาตันละ 7,500-8,000 บาท แต่ข้าวจากนาอินทรีย์ กลุ่มฯ ซื้อข้าวที่ตากแห้งแล้วตันละ 10,000 บาท นำไปสีได้ข้าวสาร 660 กิโลกรัม นำมาคัดเลือก บรรจุถุงขายที่กิโลกรัมละ 25 บาท นำมาวางขายที่ร้านค้าในชุมชนภายใต้ชื่อ ข้าวสารตรานาท่อม ประชาชนสามารเข้าถึงได้สะดวก จากการทำนาอินทรีย์จนถึงข้าวสารตรานาท่อม ส่งผลให้พัฒนาชุมชน เทศบาลตำบลนาท่อม เครือข่ายนาอินทรีย์จังหวัดพัทลุง ให้ความสนใจกับพื้นที่บ้านโคกแย้ม โดยที่พัฒนาชุมชนได้เสนอโครงการของบประมาณตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เทศบาลตำบลสนับสนุนวัสดุทำปุ๋ยอินทรีย์ และเมล็ดพันธุ์ข้าวพร้อมทั้งการบรรจุการสนับสนุนการทำนาอินทรีย์ของบ้านโคกแย้มไว้ในแผนพัฒนา 4 ปีของตำบล และแผนปฏิบัติการปี 2560เครือข่ายนาอินทรีย์จังหวัดพัทลุง ได้บรรจุการสนับสนุนไว้ในแผนพัฒนาระดับจังหวัด
  • ส่วนการพัฒนาของสภาผู้นำชุมชนนั้น โครงการได้สนับสนุนให้สมาชิกสภาได้เรียนรู้การจัดการชุมชนเข็มแข็ง และส่งเสริมให้มีการประชุมทุกเดือน จนทำให้สมาชิกสภาผู้นำมีทักษะในการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมวางแผน ร่วมมือในการปฏิบัติ และจัดสรรประโยชน์ร่วมกันสร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความสุข และจากการประชุมกันอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้มีการจัดกิจกรรมของชุมชนมากขึ้น และประชาชนทุกกลุ่มอายุ ออกมามีส่วนร่วมในกิจกรรมมากขึ้นอย่างมีความสุข
  • ในการทำกิจกรรมของโครงการจะได้รับความร่วมมือจากสภาแกนนำ สามาชิก กลุ่มทำนาอินทรีย์ กลุ่มเด็กเยาวชนเป็นอย่างดี มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม มีกระบวนการเรียนรู้การจัดทำหลักสูตรการผลิดข้าวอินทรีย์ชีวภาพ ตั้งแต่ กระบวนการก่อนปลูก กระบวนการดูแลรักษา กระบวนการเก็บเกี่ยว มีสามาชิกกลุ่มทำอินทรีย์ชีวภาพเข้าร่วมจำนวน 60 คน
  • มีพื้นที่การทำนาอินทรีย์ชีวภาพเป็นแปลงรวมจำนวน 4 ไร่ เป็นพื้นที่เรียนรู้ทุกกระบวนการในการผลิตข้าว กลุ่มทำนา กลุ่มเด็กเยาวชน และบุคคลที่สนใจ ได้ศึกษาเรียนรู้ มีการเก็บเกี่ยวข้าวคัดเลือกเป็นเมล็ดพัันธ์และรวบรวมพันธ์ข้าวจากกลุ่มสามาชิกกลุ่มทำนามาเก็บไว้เป็นธนาคารข้าวของชุมชนไว้ในการทำฤดูกาลต่อไป มีการแปรรูปข้าวเป็นข้าวกล้องจัดหน่ายในร้านชุมชน
  • เกิดแกนนำด้านการสร้างเสริมสุขภาพในประเด็นเกษตรอินทรีย์ ลดใช้สารเคมี จำนวน 2 คน
  • เกิดต้นแบบ พื้นที่เรียนรู้ การทำนาอินทรีย์
** สรุปภาพรวมโครงการ/รายละเอียด จะนำไปใส่ในบทคัดย่อของรายงาน ส.3