สุขภาวะทางปัญญา

pongthep sutheravut pongthep sutheravut

สุขภาวะทางปัญญาของคนใต้

สุขภาวะทางปัญญา

by pongthep sutheravut @March,18 2009 20.56 ( IP : 61...228 )

“สังคมกำลังมีทุกข์มาก บกพร่องมาก รุนแรง ในระดับแย่มาก”
“สังคมที่เป็นอยู่ ขาดแคลนในเรื่องของจิตมาก ต้องการการพัฒนาอย่างยิ่ง”
“คนจำนวนมากไม่เข้าใจสารัตถะความสำคัญของการมีชีวิต กำลังหลงทาง”
“ เป็นวัฒนธรรมของความโลภ เป็นทาสของการบริโภค เป็นทาสของการตลาดอย่างแท้จริง”
“พฤติกรรมแบบนี้หรือวิถีชีวิตแบบนี้จะนำไปสู่ ความโลภ โกรธ หลง ความเห็นแก่ตัว ความขัดแย้ง”
“สังคมต้องการสุขภาวะทางปัญญาของคน อันเป็นฐานรากที่จะทำให้สังคมเกิดสุขภาวะในที่สุด”
วิกฤตความรุนแรงและความซับซ้อนของปัญหาในสังคมปัจจุบัน สะท้อนอย่างเด่นชัดว่า หากเรา “คนใต้” ต้องการภาวะที่เป็นสุขหรือที่เรียกว่า สุขภาวะ เราคงต้องกลับไปสู่รากฐานที่เป็นแก่นแท้ของมนุษย์ คือการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา

สุขภาพ คือ สุขภาวะ

ทั้ง “สุขภาวะ” และ “สุขภาพ” เป็นคำเดียวกันในภาษาบาลีเดิม และ “สุขภาวะ” ก็เป็นคำเดิมในภาษาบาลี แต่ในภาษาไทยเราใช้ “ว” เป็น “พ” เป็นสุขภาพ และคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นเรื่องทางการแพทย์และเรื่องโรค เรื่องความเจ็บป่วย ท่านพุทธทาส แบ่งสุขภาพในเชิงเปรียบเทียบเป็นโรคสองประเภท คือ โรคทางกาย เป็นการเจ็บป่วยที่สามารถรักษาโดยความรู้ทางการแพทย์ อีกประเภทหนึ่งคือ โรคทางจิตวิญญาณ เป็นโรคทางสังคม เป็นโรคทางปัญญาซึ่งใช้ยา หรือ วิชาทางการแพทย์รักษาไม่ได้ ต้องใช้หลักธรรมในการรักษา

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ใช้คำว่าสุขภาวะโดยไม่ได้มองแค่ว่าร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคปลอดโรค แต่ให้ความหมายใหม่ว่าหายทุกข์ และเน้นไปที่ความสุขด้วย เป็นอันว่าเป็นการมองทั้งในแง่หมดทุกข์ และมีสุข และเป็นสุขภาวะในด้านต่างๆ อันได้แก่

วิชชา คือ ความสว่าง ผ่องใส กระจ่างแจ้ง มองเห็นชัดเจน ซึ่งเป็นลักษณะของปัญญา

วิมุตติ คือ ความหลุดพ้นเป็นอิสระ เป็นภาวะที่สำคัญมาก อย่างที่ว่าแล้ว ถ้าคนถูกมัด หรือแม้แต่แค่ถูกขัง ถูกบีบ ถูกกด เสียแล้ว ก็แย่หมดความหมาย จะอึดอัด ติดขัดไปหมด จะไปไหนก็ไม่ได้ บางทีแม้แต่เคลื่อนไหวก็ไม่ได้ เพราะไม่เสรี ทางพระจึงบอกว่าจะต้อง “เสรี สยังวสี”

“เสรี” คือ เคลื่อนไหวไปไหนๆ ได้ตามปรารถนา “สยังวสี” คือมีอำนาจในตัวเอง ก็คือภาวะที่เป็นอิสระแห่งวิมุตติ

วิสุทธิ คือ ความหมดจด สดใส บริสุทธิ์ ไม่ขุ่นมัว ไม่เศร้าหมอง ซึ่งในทางจิตใจสำคัญมากที่จะทำให้มีความปลอดโปร่งโล่งไปได้

สันติ คือ ความสงบ ไม่ร้อนรนกระวนกระวาย ไม่มีอะไรรบกวน แม้กระทั่งระเคืองระคายเป็นภาวะที่ประณีตอย่างยิ่ง ซึ่งสุขที่แท้ย่อมขาดไม่ได้

นอกจากนี้ ความหมาย ความเข้าใจเรื่องสุขภาวะ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด วัฒนธรรมใด ก็มีนัยยะที่ไม่แตกต่างกัน

สุขในแนวคิดศาสนาอิสลาม

ไทยมุสลิมเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ให้ชีวิต บิดามารดาจะเป็นผู้สร้างชีวิต เป็นผู้ดูแล ทะนุถนอม สร้าง ความรู้สึกตั้งแต่บุตรอยู่ในครรภ์จนถึงคลอด เสียงแรกเมื่อแรกคลอดจะเป็นเสียงพรของพระเจ้า การอบรมเลี้ยงดูอย่างมีเหตุผลจะช่วยเสริมคนมุสลิมมีจิตวิญญาณที่ดี การสอนให้มุสลิมทุกคนต้องทำละหมาดเป็นการแสดงความศรัทธาต่อพระเจ้าและให้ถือปฏิบัติโดยตลอด แม้ว่าการปฏิบัติในระยะวัยเริ่มแรกนั้นอาจจะกระทำโดยไม่ทราบเหตุผลแต่กระทำด้วยความศรัทธา ระยะต่อมาจะเกิดกระบวนการเรียนรู้ในบทบัญญัติของศาสนา ทั้งในมัสยิด ปอเนาะและโรงเรียนสอนศาสนา เป็นสร้างความเข้าใจในแก่นของอิสลาม สะสมเป็นปัญญา เพื่อเป็นคนดีของสังคม และเมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต จิตวิญญาณที่ได้รับการขัดเกลาในตัวเราจะกลับไปหาพระเจ้า เป็นสุขภาวะแม้กายจะดับไป จะเห็นว่าจิตวิญญาณ คือตัวชีวิตที่แท้จริง ชีวิตที่แท้จริงนั้นคือ ชีวิตหลังความตาย และชีวิตหลังการฟื้นคืนชีพ ชีวิตในโลกนี้จึงเป็นเพียงการทดสอบของการเรียนรู้ เป็นการสะสมทางปัญญาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตหน้า เพื่อการประคับประคองจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์เพื่อจะได้กลับไปหาพระเจ้าอีกครั้ง

ความเข้าใจเรื่อง ปัญญา

สมัคร บุราวาศ เขียนในหนังสือ “ปัญญา” จุดกำเนิดและกระบวนการพัฒนาทางปัญญาของมนุษย์ชาติ ปี 2520 ว่า ปัญญาคือความรอบรู้ในสรรพสิ่งทั้งหลายและปรากฏการณ์ของมันปรากฏเป็นพัฒนาการ(Development) และวิวัฒนาการ (Evolution) ต่างๆ ผลของปัญญาคือปรีชาญาณ (Wisdom) ที่จะ ปรากฏออกมาเป็นการกระทำอย่างเฉลียวฉลาดหรือความเฉลียวฉลาด (Intelligence)

ปัญญา ชักนำให้เราศึกษาหาความจริงเป็นประการแรกว่า ความรู้คืออะไร ความรู้เกิดขึ้นอย่างไร ความรู้ผิดถูกอย่างไร นี้เราเรียกว่าปัญญาส่วนญาณวิทยา (Epistemology) ซึ่งญาณ แปลว่า ความรู้

ปัญญา หรือความรอบรู้ชักนำให้เราตอบปัญหาปรัชญาที่สำคัญๆ ว่าด้วยความมีอยู่ของสรรพสิ่ง หรือเรียกว่า ภววิทยา(Ontology) ตอบปัญหาเช่น ความมีอยู่เป็นอย่างไร สรรพสิ่งและปรากฏการณ์มีอยู่อย่างไร-เพียงไร? สิ่งที่ไม่มีเป็นอย่างไร? ความเท็จเป็นอย่างไร? สิ่งใดมีอยู่-สิ่งใดไม่มีอยู่-รู้ได้อย่างไร? มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้าหรือไม่?

ถัดจากภววิทยาก็คือ คุณวิทยา (Axiology) ว่าด้วยคุณค่าของสรรพสิ่ง แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ความงาม (Beauty) กับศีลธรรม (Morality) ปรัชญาโบราณเกี่ยวกับความงามเรียกว่า สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) และที่ว่าด้วยศีลธรรมเรียกว่า จริยศาสตร์ (Ethics) เพราะความงามและศีลธรรม เป็นมติมนุษย์ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลสมัย ไม่ใช่สิ่งคงที่หรือมีมาแล้วแต่เดิม

นอกจากนี้ ปัญญาถือเป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่กว้างขวางที่สุด หมายรวมความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์สังคม คือ ความรอบรู้ในสรรพสิ่งทั้งหลายและปรากฏการณ์ของมัน

วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science) ศึกษาสรรพสิ่ง มีฐานเป็นสสาร และศึกษาวิวัฒนาการของสสาร แต่วิทยาศาสตร์สังคม (Human Science) ศึกษาความสัมพันธ์และพัฒนาการกับวิวัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์โดยเฉพาะ วิทยาศาสตร์ใหญ่สองสาขานี้ รวมเป็นปัญญาแห่งมนุษย์ชาติ (The Human Intellect)

วิทยาศาสตร์สังคม ไม่ได้หมายเพียงสังคมวิทยา (Sociology) เท่านั้น หากหมายรวมถึง มนุษย์วิทยา (Anthropology) ชาติวงศ์วิทยา (Ethnology) ภูมิศาสตร์ (Geolography) ประวัติศาสตร์ (History) ศาสนวิทยา (Theology) ปรัชญา (Philosophy) การเมือง เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ตลอดจนวรรณคดีและศิลปะ

ปัญญา โดยรวมจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรู้ การเข้าใจ ดังนี้

ปัญญา ในมิติของความรอบรู้ ความรู้ชัด หมายถึง การรู้ทั่วถึงความจริง หรือรู้ตรงตามความเป็นจริง เช่น รู้เหตุรู้ผล รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ควรไม่ควร รู้คุณรู้โทษ รู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รู้เท่าทันสังขาร รู้องค์ประกอบ รู้เหตุปัจจัย รู้ที่ไปที่มา รู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย รู้ตามความเป็นจริง รู้ถ่องแท้ เข้าใจถ่องแท้ รู้เข้าใจสภาวะ รู้คิด รู้พินิจพิจารณา รู้วินิจฉัย รู้ที่จะจัดแจงจัดการหรือดำเนินการอย่างไรๆ

ปัญญาในมิติความเข้าใจ หมายถึงเข้าใจถูก เข้าใจชัด หรือเข้าใจอย่างถ่องแท้ เป็นการมองทะลุสภาวะหรือมองทะลุปัญหา เป็นการที่เห็นและเข้าใจชีวิตและโลกแห่งความเป็นจริง

การบังเกิดของปัญญา นอกจากเกิดจากมิติภายในตัวเราแล้ว เราสามารถพัฒนาระดับของปัญญาได้โดย ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียนหรือถ่ายทอดต่อกันมา (เรียกว่า สุตมยปัญญา) ปัญญาเกิดจากการคิด การพิจารณาหาเหตุผลด้วยตนเอง (เรียกว่า จินตามยปัญญา) และ ปัญญาเกิดจากการลงมือปฎิบัติ ฝึกหัด อบรม (เรียกว่า ภาวนามยปัญญา)

ปรากฎการณ์และพฤติกรรมที่แสดงออกอันเนื่องด้วยปัญญา

เมื่อปัญญาทำงานร่วมกับจิต เชื่อว่า มนุษย์ จะมีสัมมาทิฐิ ความรัก ความเอื้ออาทร ความเมตตา กรุณา ความไม่เห็นแก่ตัว เช่น เมื่อปัญญาเข้ามาในจิตเมื่อการรับรู้นั้น มันเกิดแสงสว่างขึ้น มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง ปัญญามันจะเกิด แล้วเมื่อปัญญามันเกิดมากเท่าไหร่ กรุณามันจะเกิด มันจะเกิดความรักอย่างไม่เห็นแก่ตัว เป็นต้น

เมื่อเกิดปัญญา จะมีผลต่อมนุษย์สามทาง โดยทางแรกคือ เจตจำนงของมนุษย์ (willing) ทำให้มนุษย์จะกล้าเผชิญ จะมั่นคง จะมั่นใจ อันเป็นฐานแรก ทางที่สองคือ อารมณ์ (EQ) เป็นความรักที่จะไปทำลาย ความโกรธ เกลียด อิจฉา ริษยา น้อยอกน้อยใจ เบื่อหน่าย และทางสุดท้ายคือจะเกิด Positive Intelligent เป็นความเฉลียวฉลาดในเชิงบวก สรรค์สร้างความดี ให้แก่ตนเองและสังคม

สุขภาวะทางปัญญา

สุขภาวะทางปัญญาเป็นภาวะที่มนุษย์เรามีธาตุรู้ที่ถูกต้องพร้อมเสมอที่จะเอามาใช้ในการดำรงชีวิต ทำให้เรารู้เท่าทัน เข้าถึงสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นความจริง ความงาม ความถูกต้อง

สุขภาวะทางปัญญายังเป็นภาวะที่เรามองโลกในเชิงบวก รู้จักเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขได้ สามารถมองเห็นความจริงในชีวิตโดยปราศจากความยึดมั่นถือมั่น จนนำไปสู่การเอื้ออาทร สมานฉันท์ ช่วยเหลือเกื้อกูล มีเมตตากรุณา นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

สุขภาวะทางปัญญากับคนใต้

ศาสตราจารย์ สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ กล่าวถึง “ผู้คนในภาคใต้” ว่า คุณภาพของคนและบุคลิกภาพของคนใต้ กำลังจะเกิดพลวัตจากจิตนิยมเป็นทุนนิยมและวัตถุนิยมมากขึ้น ทั้งนี้เพราะโครงสร้างทางสังคมสลับซับซ้อนมากขึ้น สับสนมากขึ้น อันเนื่องมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างล้างผลาญ การทำลายที่ไม่สัมพันธ์กับการเพิ่มพูนขึ้นมาทดแทน การอนุรักษ์ฟื้นฟูไม่ทันการบริโภคที่ขยายตัวเร็วมาก นอกจากนี้ความเป็นตลาดทุนเสรี กระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้เกิดการแข่งขัน ขับเคี่ยว ชิงดีชิงเด่นกัน ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ละเลยวัฒนธรรมการเอื้ออาทร วัฒนธรรมการแบ่งปัน วัฒนธรรมการให้อภัยและวัฒนธรรมการมีจิตสำนึกสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจและมรรควิธีของการอยู่ร่วมกันแบบญาติ แบบพี่น้อง แบบเกลอ อยู่กันอย่างมีภราดรภาพ สมานฉันท์และสันติสุข เหล่านี้เป็นปัจจัยทำให้คนต่างกลุ่ม ต่างวัฒนธรรม ต่างวัย ต่างระดับการศึกษา เกิดความคิดขัดแย้งกันมากลักษณะและสูงมากขึ้น

การสืบสานและสร้างเสริมสันติสุขในพื้นที่ภาคใต้ จะเพียงแต่ให้จำหมายและเอาอย่างตราหนาที่ดีงามหรือจารีตนิยมดั้งเดิมเป็นสำคัญเยี่ยงอดีตย่อมไม่เพียงพอแก่การณ์ จำเป็นที่ต้องเร่งให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบให้สมสมัยและมีประสิทธิผล โดยสร้างพื้นฐานด้านระบบคิดที่ใช้ปัญญาเป็นฐาน เป็นจิตนิสัย มีสติ เพื่อสามารถแสวงหาทางเลือกที่เกิดจากสุขภาวะทางปัญญา เป็นเครื่องชี้ทิศนำทางที่เหมาะกับสถานภาพของตน สัมพันธ์กับบริบทพหุวัฒนธรรมของสังคมและชุมชนคนใต้ ผสานด้วยการชี้นำให้เข้าถึงแก่นสารแห่งศาสนธรรมตามวิถีในศาสนาที่ตนศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นวิถีแห่งพุทธ วิถีแห่งสวนโมกข์ วิถีอิสลาม และวิถีมลายู ต้องบูรณาการระหว่าง คติโลกกับคติธรรมให้เหมาะแก่กาลเทศะและชุมชน ปลูกฝังให้ปัจเจกบุคคลใช้ปัญญาเลือกหาวิถีและพลังสร้างความเป็นตัวตนให้แก่ตน ไม่ใช้อวิชชา(ความไม่รู้แจ้ง, ไม่รู้จริง, ไม่รู้ตลอด, มีมายาคติ) และไม่ใช้ อคติ (คิดและกระทำในทางที่ไม่ถูกต้อง ไม่ดีงาม เสแสร้งกระทำ ใช้เพทุบาย กระทำนอกรีตนอกรอย แปลงสารเปลี่ยนสีมีคุณให้เป็นโทษ) เมื่อนั้นปัญหาต่างๆก็จะหมดไป แม้แต่ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปัจเจกบุคล ปัญหาครอบครัว ปัญหาชุมชน และปัญหาสังคมโดยรวม

ผู้คนและชุมชนคนใต้ จึงควรใช้ปัญญา ให้เกิดการบูรณาการ ต่อยอดทฤษฎีและศาสตร์ชาวบ้าน ด้วยองค์ความรู้กระแสหลักอย่างเหมาะสม เพื่อให้ตกผลึกเป็นบุคลิกภาพใหม่ ในความอัตลักษณ์ของความเป็นคนใต้ มากกว่าเป็นเพียงปรากฎการณ์ฉาบฉวยตามกระแสทุนนิยม

Comment #1สุนทรียะ
ข้าวปั้น
Posted @March,19 2009 10.52 ip : 118...57

ครับท่านอาจารย์

แสดงความคิดเห็น

« 0372
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง