แผนภาพเชิงระบบของโครงการ

สถานการณ์

สถานการณ์สุขภาวะ

ผลจากการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาลกลางในทศวรรษที่ผ่านมาที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อเป็นปัจจัยการผลิตของระบบอุตสาหกรรม ที่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชุมชน ของพี่น้องชาวตำบลทำนบ  อำเภอสิงหนคร  จังหวัดสงขลา    กล่าวคือ วิถีชุมชนดังเดิมที่ดำเนินชีวิตโดยอาศัยและพึ่งพาธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น การทำนา ปลูกผัก ปศุสัตว์ ประมงชายฝั่ง ได้ถูกรุกรานอย่างยิ่งยวด จากระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรม กล่าวคือ การเข้ามาของนากุ้ง ที่ได้พลิกผืนนาและพื้นที่ป่าชายเลนของชุมนทำนบ จนแทบหมดสิ้น นี่ยังไม่นับรวมถึงการเข้ามาของโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ ที่มาพร้อมการจ้างแรงงานและการเสื่อมสลายของลำคลองสทิงหม้อ ลำคลองซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของชุมชนทำนบ ลักษณะทางกายภาพของน้ำ (สี กลิ่น) และการเพิ่มจำนวนของสัตว์น้ำ ลดน้อยลง จนแทบไม่มีเหลือ จากสถานณการณ์ดังกล่าว  เป็นแรงผลักดันให้สมาชิกในชุมชน รวมคิดปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกและกระบวนการแก้ปัญหาตามวิถีชุมชน จึงก่อให้เกิดโครงการ ส่งเสริมและฟื้นฟูป่าชายเลนด้วยพลังชุมชน เพื่อสนองตอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในชุมชน

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับ
คน :

1.ประชาชน/นายทุน มีพฤติกรรมบุกรุกป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้งโดยไม่ถูกต้องตามกฏหมาย
2.ประชาชนขาดความตระหนักถึงคุณค่าของป่าชายเลน  ตลอดจนระบบนิเวศน์และความสัมพันธ์ของป่าชายเลน

สภาพแวดล้อม :

1.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดการบังคับใช้กฏหมายและขาดข้อบัญญัติท้องถิ่นเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าชายเลน
2.ขาดหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าชายเลน,
3.ขาดการขยายแนวคิดนากุ้งร้างเปลี่ยนให้เป็นการเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อกุ้งร้าง
4.นโยบายรัฐที่ส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ทำให้ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรในชุมชน ทั้งด้านที่ดิน การบุกรุกป่าชายเลน

กลไก :

1.ขาดทีมทำงาน อส.ในการเฝ้าระวังดูแลป่าชายเลน
2.ขาดกลไกสื่อสารสร้างความตระหนักเรื่องคุณค่าป่าชายเลน

3.ขาดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้คนตระหนักในการฟื้นฟูป่าชายเลนและอนุรักษ์ป่าชายเลนในพื้นที่

จุดหมาย/วัตถุประสงค์/เป้าหมาย

1.เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ตำบลทำนบและเยาวชนตระหนักและเห็นคุณค่าของระบบนิเวศน์ป่าชายเลน,  2.เพื่อพัฒนากลไกด้านการอนุรักษ์ป่าชายเลนประกอบด้วย การเฝ้าระวังการบุกรุก การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ กลไกการฟื้นฟูป่าชายเลน

ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อความสำเร็จ/ตัวชี้วัด

1.เกิดกลุ่มเยาวชนร่วมศึกษาความสำคัญและระบบความสัมพันธ์ของระบบนิเวศน์ป่าชายเลนต่อการดำรงชีวิตของคนทำนบ
2.เกิดชุดความรู้เรื่อง ความสำคัญของป่าชายเลนต่อชีวิตคนทำนบ
3.เกิดเครือข่ายเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน จำนวน 2 เครือข่าย 4.เกิดกติกาชุมชนเรื่อง การอนุรักษ์ป่าชายเลน และถูกนำไปใช้ในการยึดถือปฏิบัติของชาวบ้านตำบลทำนบ,
5.อบต.ทำนบ ผลักดันและใช้บทบัญญัติเรื่อง การอนุรักษ์ป่าชายเลน,
6.เกิดเครือข่ายเยาวชนสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของป่าชายเลน จำนวน 30 คน,
7.เกิดการประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าวจำนวน 20 ครั้ง/ปี,
8.เกิดสื่อประชาสัมพันธ์เรื่อง การอนุรักษ์ป่าชายเลนผ่านสื่อพื้นบ้านการแสดงมโนราห์,
9.ชาวบ้านที่สนใจร่วมกิจกรรมเปลี่ยนนากุ้งร้างเป็นพื้นที่บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำและปลูกป่าชายเลน จำนวน 50 ราย,
10.เกิดแผนระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวในการเพิ่มพื้นที่เปลี่ยนนากุ้งร้างเป็นพื้นที่บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำและปลูกป่าชายเลน,
11.ชาวบ้านร่วมกันปลูกป่าชายเลนให้ได้ 3,000 ต้น /ปี และสามารถดูแลรักษาให้รอดได้ไม่น้อยกว่า 50 % ของกล้าที่ปลูก

วิธีการสำคัญ

1.ประชุมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการอนุรักษ์ป่าชายเลน

2.จัดทำข้อตกลง เขตอนุรักษ์ในการฟื้นฟู อนุรักษ์ป่าชายเลน จากการหารือร่วมกับชุมชน เช่น การประชาคมหมู่บ้าน

3.หน่วยงานท้องถิ่น อบต.มีงบประมาณสนับสนุนในการฟื้นฟูป่าชายเลน

ปัจจัยนำเข้า

ทุนของชุมชน

ตำบลทำนบ เป็นตำบลที่มีประชากรประมาณ 4,200 คน และมีเนื้อที่ประมาณ 18.84 ตร.กม. มี 7 หมู่บ้าน มีการจัดทำเวทีประชาคมเพื่อจัดทำแผนพัฒนา เช่น แผนชุมชน แผนพัฒนาสามปี และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา ส่วนการดำเนินชีวิตของชุมชนยังเป็นชนบทแต่ผสมผสานกับเมืองเนื่องจากมีโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารแช่แข็งมาตั้งในพื้นที่         ชุมชนทำนบเป็นชุมชนเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีคลองสทิงหม้อเป็นคลองตัดผ่านหมู่บ้านทำนบ (ถ้าหันหน้าไปทางทิศเหนือ)ผั่งซ้ายจะประกอบด้วย หมู่ที่ 1, 3, 5 บางส่วน, 7 โดยฝั่งขวาจะประกอบด้วย หมู่ที่ 2, 4, 5 บางส่วน, 6  เมื่อครั้งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น หมู่บ้านโลกา ชุมชนสทิงหม้อ เป็นแหล่งประกอบอาชีพทำหม้อขายโดยชาวจีน และคลองสทิงหม้อติดต่อกับทะเลสาบสงขลา คลองนี้ก็ได้ไหลผ่านตำบลสทิงหม้อ ตำบลทำนบ ตำบลชิงโค ตำบลรำแดง และตำบลม่วงงาม ในอดีตก็มีการค้าขายกันโดยคลองสายนี้ แต่ปัจจุบันไม่มีการค้าขายทางเรือ แต่ต่อมาในปี 2530 กรมชลประทาน ได้มีการทำเขื่อนกั้นน้ำเค็มที่ปากคลองขึ้นเพื่อมิให้น้ำในทะเลสาบไหลลงสู่คลองสทิงหม้อ        เพื่อชาวบ้านจะได้ใช้คลองนี้ในการนำน้ำเข้านาข้าว ทำให้ปัจจุบันน้ำในคลองเน่าเสีย มีวัชพืชเยอะ และไม่มีการสัญจรทางเรืออีกแล้ว
        ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาได้เพียงครั้งเดียว ยามว่างจากฤดูทำนาจะประกอบอาชีพขึ้นตาลโตนด และรับจ้างทำงานโรงงานอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง ส่วนชาวบ้านที่อยู่ชายทะเลสาบสงขลาจะอาชีพประมงน้ำชายฝั่งริมตลิ่งของพื้นที่หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 ตำบลทำนบ       จากการจัดทำแผนชุมชนหมู่บ้านของพัฒนาชุมชนอำเภอสิงหนครโดยมีชาวบ้านแต่ละหมู่ได้เข้าร่วมประชุม และการจัดทำแผนพัฒนาสามปีของตำบลทำนบนั้น ได้มีการนำเสนอปัญหาเชิงพื้นที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์แต่ละด้าน โดยจะพูดถึงยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการเสนอปัญหา และนำเสนอ 2 โครงการ คือ โครงการทำนารั้งให้เป็นนาข้าว โครงการเปลี่ยนนากุ้งให้เป็นบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ(ปลาหรือปู) จากการสำรวจของเกษตรตำบลและจากการสอบถามผ่านประชาคมหมู่บ้านนั้น พบว่าในตำบลทำนบ เป็นแหล่งผลิตข้าวเอง กินเอง เป็นความคิดเห็นที่เสนอผ่านเวทีประชาคมทุกครั้งที่มีการจัดทำแผนพัฒนา โดยขอให้หน่วยงานในอำนาจหน้าที่ของรัฐคือ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเป็นประเด็นที่กล่าวถึง ส่วนอีกโครงการหนึ่งที่กล่าวถึงกันมากก็คือ โครงการเปลี่ยนนากุ้งให้เป็นบ่อเลี้ยงปลา บ่อเลี้ยงปู มีคำถามเกิดขึ้นมาว่าจะทำอย่างไรให้เราเปลี่ยนบ่อเลี้ยงกุ้งที่ขาดทุนและไม่มีการทำการพาณิชย์ต่อเนื่องนั้นให้มีค่า เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในชุมชน จึงมีนายวิเชษฐ์ ทองหวั่น ได้มีการหยิบยกประเด็นขึ้นมาเป็นคำถามและสนใจในประเด็นนี้ เริ่มจากให้ข้อมูลและแนวคิดว่า ในพื้นที่ของตำบลทำนบมีพื้นที่ที่นากุ้งไม่ประสบผลสำเร็จรวมอยู่ด้วย ซึ่งตัวเองเป็นผู้ประสบพบเจอกับภาวการณ์ในปัจจุบัน กล่าวคือ ได้มีการทำนากุ้งและขาดทุนอันเนื่องมาจากปัจจัยและสาเหตุหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่มีการกล่าวถึงคือ หากเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสโดยนำของเดิมที่มีอยู่แล้วคือนากุ้งร้าง มาปรับเปลี่ยนโอกาสใหม่ให้เป็นบ่อเลี้ยงปลาหรือบ่อเลี้ยงปู จะทำได้หรือไม่ และปัจจัยใดที่ทำให้การเลี้ยงสัตว์น้ำที่จะเลี้ยงต่อจากบ่อนากุ้งร้างนั้น น่าจะต้องเพิ่มตรงส่วนใดเพื่อให้การเลี้ยงสัตว์น้ำนั้นประสบผลสำเร็จ จึงได้ระดมปัญหาและระดมความคิดกันว่า จะต้องทำอย่างไรบ้างในขั้นแรก หากจะเลี้ยงสัตว์น้ำจริง ๆ

งบประมาณ

งบประมาณจาก สสส.170,400.00 บาท

บาท
บุคลากร

-แกนนำเด็ก เยาวชน ในการรณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจ ผ่านการสื่อสารประชาสัมพันธ์วิทยุชุมชน

-อาสาสมัครชุมชน ในการเฝ้าระวังการบุกรุกป่าชายเลน

ทรัพยากรอื่น

1.ลำคลองสทิ้งหม้อ ที่ไหลตัดผ่านชุมชน เป็นแหล่งน้ำจืดที่ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ในทางเกษตรกรรม และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

2.พื้นที่นากุ้งร้าง มีการปรับเปลี่ยน ฟื้นฟู ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นำไปสู่การสร้างแหล่งอาหารให้กับชุมชนและรายได้ให้กับครอบครัว

ขั้นตอนทำงาน

1.ประชุมวางแผนในการดำเนินกิจกรรมในพื้นที่

2.บรรยายให้ความรู้ประโยชน์ของป่าชายเลนให้กับเด็ก เยาวชน เพื่อสร้างความตระหนัก ปลูกฝังรักษ์ป่าชายเลนให้กับเยาวชน

3.สำรวจ เรียนรู้ป่าชายเลนชุมชน

4.รณรงค์ สร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับคนในชุมชนทั้งเด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ผ่านงานศิลปะภาพระบายสี และมโนราห์ วัฒนธรรมพื้นบ้านของชุมชน

5.มาตรเฝ้าระวัง โดยทีมอาสาสมัครของชุมชน ในการดุแลการบุกรุกป่าชายเลน

6.การปรับเปลี่ยนทัศนคติ การปรับพื้นที่นากุ้งร้างเป็นฟาร์มทะเล ในการเพาะเลี้ยงสัตว์

7.การปลูกป่าชายเลนบริเวณที่เสื่อมโทรม และพื้นที่ริมคลองในพื้นที่ชุมชน เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน และลดการพังทลายของหน้าดิน

8.มีเวทีถอดบทเรียน การอนุรักษ์ป่าชายเลนของชุมชน เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ผลผลิต

-ประชาชน มีความรู้ ความเข้าใจ ในการอนุรักษ์ป่าชายเลน

-มีแกนนำเด็ก เยาวชน ในการอนุรักษ์ป่าชายเลนของชุมชน

-มีชุดความรู้ ป่าชายเลน ในการเผยแพร่ทั้งในโรงเรียน และชุมชน

ผลลัพท์

-ประชาชนในพื้นที่ลดการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน ตลอดจนช่วยกันดูแล อนุรักษ์ป่าชายเลน และมีส่วนร่วมในการฟื้นฟู การปลูกเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนของชุมชนอย่างต่อเนื่อง

-มีภาคีเครือข่ายอนุรักษ์ป่าชายเลน จำนวน 2 พื้นที่ ในการอนุรักษ์ป่าชายเลน

ผลกระทบ

อบต.มีข้อบังคับ กฎกติกาของชุมชนในการอนุรักษ์ป่าชายเลน ลดการทำลายป่าชายเลนทั้งตัวของชุมชนและนายทุนนอกพื้นที่

กลไกและวิธีการติดตามของชุมชน

-การประชุมประจำเดือนทุกเดือนของคระทำงานโครงการ ในการวางแผนงาน

-เวทีถอดบทเรียนชุมชน จำนวน 1 ครั้ง ในการแลกเปลี่ยนทัศนคติ และการสะท้อนการทำงานโครงการจุดเด่น และจุดด้อย เพื่อเป็นการปรับปรุงในการทำงานในอนาคต

กลไกและวิธีการประเมินผลของชุมชน

-การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการฟื้นฟู อนุรักษ์ป่าชายเลน

-มีฟื้นที่ป่าชายเลนของชุมชนเพิ่มขึ้น

-มีกฎกติกาของชุมชนในการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากป่าชายเลน

-มีเครือข่ายอาสาสมัครในการเฝ้าระวัง และรักษาป่าชายเลน