ข้าวสังหยดขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นให้น่าอยู่ที่บ้านควนพัง

แบบฟอร์มการเก็บข้อมูลเพื่อการประเมินแบบมีโครงสร้าง

ชื่อโครงการ ข้าวสังหยดขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นให้น่าอยู่ที่บ้านควนพัง

รหัสโครงการ 57-01470 รหัสสัญญา 57-00-1079 ระยะเวลาโครงการ 10 มิถุนายน 2557 - 10 กรกฎาคม 2558

แบบประเมินคุณค่าของโครงการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพ

เป็นการคุณค่าที่เกิดจากโครงการในมิติต่อไปนี้

  • ความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและนวัตกรรมเชิงระบบสุขภาพชุมชน
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีผลต่อสุขภาวะ
  • การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ
  • ผลกระทบเชิงบวกและนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาวะชุมชน
  • กระบวนการชุมชน
  • มิติสุขภาวะปัญญา / สุขภาวะทางจิตวิญญาณ
คุณค่าที่เกิดขึ้น
ประเด็น
ผลที่เกิดขึ้นรายละเอียดหลักฐาน/แหล่งอ้างอิงแนวทางการพัฒนาต่อ
มีไม่มี
1. เกิดความรู้ หรือ นวัตกรรมชุมชน

 

 

 

1. ความรู้ใหม่ / องค์ความรู้ใหม่

องค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นในชุมชนคือองค์ความรู้เกี่ยวกับการผลิตปุ๋ยอนทรีย์ชีวภาพที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวสังหยด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้จาก อ.เลิศชาย จากมหาวิทยาลัยชีวิต ที่ได้ศึกษาสูตรการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวอินทรีย์มานานหลายปี มาสร้างเป็นสูตรปุ๋ยอินทรีที่หาวัตถุดิบได้ในชุมชน

กิจกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของชุมชน

มีการร่วมกลุ่มกันของชาวบ้านเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มปุ๋ยชุมชน ตามสูตรที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ของชุมชน และได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจากเกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์

2. สิ่งประดิษฐ์ / ผลผลิตใหม่

 

 

 

3. กระบวนการใหม่

 

 

 

4. วิธีการทำงาน / การจัดการใหม่

เกิดวิธีการทำงานใหม่ในชุมชนคือการทำงานโดยใช้เครือข่ายชุมชนในนามกลุ่มมั่งมีสังฆภัณฑ์เป็นคนขับเคลื่อนงานต่าง ๆ แทนที่เดิมจะมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แลั อบต. เป็นแกนนำคิดและทำกิจกรรมต่าง ๆในชุมชน แต่เมื่อดำเนินโครงการนี้ ผู้นำเป็นศักยภาพของคนตัวเล็กตัวน้อยในชุมชน จึงให้แกนนำสตีในชุมชนเป็นแกนนำ ผู้นำท้องถิ่นเป็นผู้หนุนเสริม

หลักฐานจะเป็นได้จากรายงานการประชุมคณะทำงานโครงการที่มีประธานกลุ่มมั่งมีสังฆภัณฑ์เป็นแกนในการขับเคลื่อนงาน และเห็นได้จากข้อเสนอต่างๆในการจัดกิจกรรมที่มาจากกลุ่มเป้นหลัก

ขยายความเข้มแข็งของกลุ่มโดยจะต้องมีกิจกรรมที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจได้รับการสนับสนุนจาก สสส. หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

5. การเกิดกลุ่ม / โครงสร้างในชุมชนใหม่

เกิดกลุ่มใหม่ในชุมชนคือกลุ่มผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพ ซึ่งก่อนดำเนินโครงการมีผู้ผลิตเพียง 2-3 ราย แต่เมื่อดำเนินโครงการมีสมาชิกกลุ่มผู้ผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพมากถึง 40 ครัวเรือน ซึ่งทั้งหมดยินดีรวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้ผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพบ้านควนพัง และดำเนินการผลิตตามกติกาของกลุ่ม

รายชื่อสมาชิกกลุ่มผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพบ้านควนพัง

ขยายสมาชิกกลุ่มและร่วมกันพัฒนาต่อยอดการแปรรูปผลผลิตเพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับข้าวและสร้างรายได้เพิ่มให้กับสมาชิกของกลุ่มด้วย

6. แหล่งเรียนรู้ใหม่

เกิดพื้นที่เรียนรู้ใหม่คือที่บ้าน นายมั่งส้มนิ่ม ซึ่งการเป็นแหล่งเรียนรู้ในการผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ และแหล่งเรียนรู้การแปรรูปข้าวสังข์หยดอินทรีย์ที่ส่งเสริมการออกกำลังกายของคนในชุมชน

ภาพกิจกรรมในแหล่งเรียนรู้

พัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร

7. อื่นๆ

 

 

 

2. เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เอื้อต่อสุขภาพ

 

 

 

1. การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล

 

 

 

2. การบริโภค

 

 

 

3. การออกกำลังกาย

มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังโดยการแปรรูปข้าวสังข์หยดด้วยการสีมือ คือให้กลุ่มที่เต้นแอร์โรบิคมาออกกำลังกายโดยการสีข้าวสังข์หยด และผู้ที่มาออกกำลังกายก็จะได้ข้าวสารกลับไปเป็นสิ่งติบแทนด้วย

ภาพกิจกรรมการสีข้าวเพื่อออกกำลังกาย

ควรมีการขยายรูปแบบ หรือท่าออกกำลังกายให้หลากหลายขึ้น เพื่อให้เหมาะกับการออกกำลังกายในทุกช่วงวัย

4. การลด ละ เลิก อบายมุข เช่น การพนัน เหล้า บุหรี่

 

 

 

5. การลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ การขับรถโดยประมาท

 

 

 

6. การจัดการอารมณ์ / ความเครียด

 

 

 

7. การดำรงชีวิต / วิถีชีวิต เช่น การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น / สมุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเอง

มีการใช้ภูมิปัญญาในการปลูกข้าวสังข์หยดตามวิถีดั้งเดิมที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการผลิต การกำจัดวัชพืชโดยวิถีธรรมชาติ การกำจัดหนูและหอยเชอร์รี่โดยใช้สารสนมุนไพร ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชนการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยการลงแขกใช้ แกราะ เกี่ยวข้าวทีละรวงเพื่อรักษาผลผลิตให้ได้สูงสุด

ภาพวิถีการผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ที่ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิม

นำเสนอแนวทางการใช้ภูมิปัญญาในการเก็ยข้าวต่อ อบต. เพื่อฟื้นฟูกิจกรรมเหล่านี้ให้เป็นกิจกรรมหลักของตำบล เป็นงานลงแขกเก็บข้าวของคนทั้งตำบล

8. พฤติกรรมการจัดการตนเอง ครอบครัว ชุมชน

 

 

 

9. อื่นๆ

 

 

 

3. การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ (กายภาพ สังคม และเศรษฐกิจ)

 

 

 

1. กายภาพ เช่น มีการจัดการขยะ ป่า น้ำ การใช้สารเคมีเกษตร และการสร้างสิ่งแวดล้อมในครัวเรือนที่ถูกสุขลักษณะ

มีการปรับสภาพแวดล้อมในชุมชนโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพในการทำนา ทำให้สภาพดินและน้ำในชุมชนดีขึ้น และที่สำคัญคือมีการเพิ่มพื้นที่นาอินทรีย์ในชุมชนจากเดิมมีเพียง 20 ไร่ ให้เพิ่มเป็นกว่า 200 ไร่ ในปัจจุบัน

ภาพแปลงนาอินทรย์ และการจัดทำปุ๋ยอินทรีย์ของชุมชน

ควรมีการพัฒนาให้เกิดเป็นโรงปุ๋ยอินทรีย์ชุมชน และร่วมกับ อบต. ในการจัดการขยะเปียกในชุมชนให้นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์

2. สังคม เช่น มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ลดการเกิดอุบัติเหตุ ครอบครัวอบอุ่น การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเด็ก เยาวชน และกลุ่มวัยต่าง ๆ มีพื้นที่สาธารณะ/พื้นที่ทางสังคม เพื่อเอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพของคนในชุมชน มีการใช้ศาสนา/วัฒนธรรมเป็นฐานการพัฒนา

เกิดพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ คือพื้นที่บ้านลุงมั่งส้มนิ่ม ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เด็กๆ มักมารวมตัวกันในวันเสาร์ อาทิตย์ เพื่อเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ และเรื่องการส่งเสริมอาชีพ เด็กได้เรียนทำปุ๋ย ได้เรียนการทำดอกไม้ประดิษฐ์ ได้เก็บไข่ และได้เรียนรู้ชีวิตวิถีพอเพียงในแปลงนาอินทรีย์ใกล้บ้าน

กิจกรรมต่าง ๆที่จัดในแหล่งเรียนรู้บ้านลุงมั่ง ส้มนิ่ม

ควรมีการขยายผลพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้มีหลักสูตรการเรียนรู้ที่ชัดเจน และมีการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร

3. เศรษฐกิจสร้างสรรค์สังคม /สร้างอาชีพ / เพิ่มรายได้

ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ ซึ่งเมื่อผลิตตามวิธีที่คณะทำงานโครงการร่วมกันกำหนดผลผลิตที่ได้ต่อไร่จะสูงขึ้นมาก ทำให้ชาวนาทำงานงานน้อยลง แต่มีรายได้มากขึ้น สามารถสร้างรายได้ให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าครัวเรือนละ 3000 บาทต่อเดือน

บันทึกรายรับรายจ่ายของครัวเรือน

ควรขยายผลการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายมากขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าของข้าวสังข์หยด

4. มีการบริการสุขภาพทางเลือก และมีช่องทางการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ

 

 

 

5. อื่นๆ

 

 

 

4. การพัฒนานโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาวะ

 

 

 

1. มีกฎ / กติกา ของกลุ่ม ชุมชน

เกิดกติกาของชุมชนในการผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพว่าจะต้องผลิตตามกระบวนการที่กลุ่มกำหนด และเกิดกติการของกลุ่มแปรรูปข้าวสังข์หยดด้วยการออกกำลังกายว่าผู้ที่มาออกกำลังกายด้วยข้าวสังข์หยดจะได้ข้าวสารกลับไปคนละ ครึ่งกิโลต่อครั้ง และผู้ที่นำข้าวมาสีก็ไม่ต้องจ่ายค่าสีแต่จ่ายเป็นข้าวสารให้แก่ผู้มาออกกำลังกายแทน

กติกากลุ่มผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพบ้านควนพัง และข้อตกลงร่วมการส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยการแปรรูปข้าว

ควรเสนอกติกาเหล่านี้ต่อ อบต. เพื่อจัดทำเป็นข้อบัญญัติท้ิงถิ่น

2. มีมาตรการทางสังคมของกลุ่ม ชุมชน

 

 

 

3. มีธรรมนูญของชุมชน

 

 

 

4. อื่นๆ เช่น ออกเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่น ฯลฯ

 

 

 

5. เกิดกระบวนการชุมชน

 

 

 

1. เกิดการเชื่อมโยงประสานงานระหว่างกลุ่ม / เครือข่าย (ใน และหรือนอกชุมชน)

จากการดำเนินโครงการเกิดการเชื่อมโยงการทำงานจากเดิมที่เริ่มจากกลุ่มชาวบ้านในนามกลุ่มมั่งมีสังฆภัณฑ์เพียงกลุ่มเดียว ก็เริ่มมีผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 เข้าร่วม และเมื่อดำเนินการไปจนเสร็จสิ้นโครงการมีการทำงานร่วมกันของ ผู้ใหญ่อบต. และเกษตรอำเภอ ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายใหม่ของชุมชนโดยใช้ประเด็นการผลิตข้าวอินทรีย์เป็นตัวเชื่อมให้องค์กรต่าง ๆมาทำงานร่วมกัน

กิจกรรมการประชุมร่วมกันและทำกิจกรรมร่วมกันของภาคีต่างๆในชุมชน

ควรพัฒนาต่อยอดประเด็นอื่น ๆในชุมชนให้เครือข่ายได้ทำงานร่วมกัน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ให้เกิดเป็นสภาผู้นำของชุมชนต่อไป

2. การเรียนรู้การแก้ปัญหาชุมชน (การประเมินปัญหา การวางแผน การปฏิบัติการ และการประเมิน)

 

 

 

3. การใช้ประโยชน์จากทุนในชุมชน เช่น การระดมทุน การใช้ทรัพยากรบุคคลในชุมชน

 

 

 

4. มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกลุ่มและชุมชนที่เกิดจากโครงการอย่างต่อเนื่อง

มีการร่วมคิดร่วมคุยเพื่อดำเนินการโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยในปีต่อไปได้เสนอโครงการเพื่อรับการสนับสนุนจาก สสส. ต่อในการสร้างศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร และการสร้างปฏิบัติการการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวสังข์หยดให้มีมูลค่าสูงขึ้น

ร่างข้อเสนอโครงการเพื่อการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร

ควรมีการเชื่อมโยงการทำงานกับ อบต. เพื่อหนุนเสริมการทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

5. เกิดกระบวนการจัดการความรู้ในชุมชน

 

 

 

6. เกิดทักษะในการจัดการโครงการ เช่น การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ การทำแผนปฏิบัติการ

 

 

 

7. อื่นๆ

 

 

 

6. มิติสุขภาวะปัญญา / สุขภาวะทางจิตวิญญาณ

 

 

 

1. ความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง / กลุ่ม / ชุมชน

 

 

 

2. การเห็นประโยชน์ส่วนรวมและส่วนตนอย่างสมดุล

 

 

 

3. การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และพอเพียง

ประชาชนในพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการมีความภูมิใจและปรับวิถีชีวิตมาใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เปลี่ยนวิถีการผลิตจากการผลิตยางพาราเพียงอย่างเดียว มาเป็นการปลูกข้าว ปลูกยาง และสร้างสวนสมรม ที่เน้นปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงภายในกระแสเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวันได้อย่างเป็นสุข

บันชีรายรับ รายจ่าย ของครัวเรือนที่เปลี่ยนวิถีการผลิตจากการปลูกยางพาราเพียงอย่างเดียวมาเป็นการปลูกข้าว ปลูกยาง เลี้ยงสัตว์

ควรผลิตสื่อเพื่อขยายผลแนวคิดการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตสู่ชีวิตพอเพียงเพื่อขยายผลให้คนในชุมชนได้รับรู้และตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงนี้

4. ชุมชนมีความเอื้ออาทร

 

 

 

5. มีการตัดสินใจโดยใช้ฐานปัญญา

 

 

 

6. อื่นๆ

 

 

 

7. บทคัดย่อ

 

 

 

1. บทคัดย่อ

โครงการข้างสังข์หยดอินทรีย์ขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นให้น่าอยู่ที่บ้านควนพัง เริ่มต้นจากประสบการณ์ของคุณวิมล ส้มนิ่ม ที่เห็นพ่อทำนาอินทรีย์ในพื้นที่ 10 ไร่ มาเป็นเวลาหลายปี ได้ผลผลิตดีข้าวงาม รวงสวย โรคแมลงน้อย น้ำหนักดี ทำเท่าไหรก็ไม่พอขาย จึงได้หารือผู้ใหญ่บ้านและพัฒนาโครงการนี้ขึ้น โดยรวบรวมคนในพื้นที่ที่ทำนาอยู่แล้วบ้างหรือมีที่นาที่ทิ้งร้างบ้างมาทำนาข้าวสังข์หยดอินทรีย์ ได้จำนวน 16 ราย มีพื้นที่ทำนารวม 160 ไร่โดยในระยะแรกโครงการสนับสนุนเม็ดพันธ์ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการคนละ 60 กิโลกรัม แต่มีข้อตกลงร่วมกันว่าเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จจะนำข้าวเปลือกมาคืนกลุ่มในจำนวนเท่าที่รับไปกระบวนการดำเนินโครงการมีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพใช้ร่วมกันมีการลงแขกเก็บข้าวซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีเรื่องราวต่าง ๆมาพูกคุยร่วมกันในเวลาดำนา หรือเวลาเกี่ยวข้าว เจ้าของนาจะทำหน้าที่ตระเตรียมข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงคนที่มาร่วมลงแขกทำนา มีการล้อมวงกินข้าวร่วมกันเป็นวงประชุมปรึกษาหารือตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆได้อย่างสนุกสนาน ผลลัพธ์ที่สำคัญของโครงการ คือ

  1. เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน เกิดการประสานการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มองค์กรในชุมชนคือกลุ่มมั่งมีสังฆภัณฑ์ และผู้นำท้องถิ่นทั้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 รวมถึงองค์การบริหารส่วนตำบลควนพัง ที่มาร่วมกันทำงานภายในเป้าหมายเดียวกันคือการเพิ่มพื้นที่ผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ และการส่งเสริมสุขภาพตามวิถีภูมิปัญญาของคนในชุมชน ในส่วนพื้นที่ปลูกข้าวนั้นมีพื้นที่เพิ่มขึ้นจำนวน 160 ไร่ มีเกษตรเพิ่มขึ้น 16 ราย
  2. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมการปลูกข้าวสังข์หยด 145 คน ปรับพฤติกรรมการปลูกโดยใช้สารอินทรีย์แทนสารเคมี ประมาณ 90 ราย คิดเป็นร้อยละ 62
  3. เกิดกลุ่มออกกำลังกายโดยการแปรรูปข้าวสังข์หยด โดยการสีข้าวด้วยครกสี 1 กลุ่มมีสมาชิก 22 คน
  4. ผู้เข้าร่วมโครงการมีสุขภาพดีขึ้น คิดเป็นร้อยละ 70 โดยพิจารณาจากผลการสำรวจค่า BMI ของผู้เข้าร่วมกิจกรรม
  5. สมาชิกในกลุ่ม 40 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 300 บาท/เดือน จำนวน 20 คน โดยมีรายได้มาจากแปรรูปข้าวสังข์หยดและการจำหน่ายกับทางกลุ่ม

ผลกระทบที่สำคัญ คือ เกิดสังคมเอื้ออาทรขึ้นที่บ้านควนพัง เมื่อผู้ผลิตข้าวสังหยดไม่ได้คิดเพียงแค่รายได้ แต่ได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมด้วย โดยการหุงข้าวต้มโดยใช้ข้าวสังหยดไปเลี้ยงผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ความดัย เบาหวาน ที่ต้องไปพบหมอที่ รพ.สต. เพื่อมารับยา เมื่อได้เห็นคุณลุงคุณป้าซดข้าวต้มอย่างมีความสุข ก็เกิดบรรยากาศแห่งการเอื้ออาทรเกิดขึ้น คุณหมอก็ได้ใช้พื้นที่แห่งความสุขนี้ให้ความรู้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหมดนี่เกิดจากการผลิตข้างสังข์หยดอินทรีเพื่อขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นให้น่าอยู่ที่บ้านควนพัง

** สรุปภาพรวมโครงการ/รายละเอียด จะนำไปใส่ในบทคัดย่อของรายงาน ส.3