โรงเรียนร้างสร้างชีวิตบ้านทุ่งหนองควาย (ต่อยอดปี 2)

แผนภาพเชิงระบบของโครงการ

สถานการณ์

สถานการณ์สุขภาวะ

นำปัญหารายได้ตกต่ำ/หนี้สิน (รายได้เฉลี่ย 35,000 บาท/คน/ปี จากข้อ จปฐ.ปี2557) รายได้ไม่พอเลี้ยงชีพในครัวเรือน มาแก้ไขเพราะปัญหามีผลกระทบที่รุนแรงทั้งด้านจิตใจ ครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม ครอบครัวต้องแยกทางจากการกู้หนี้ยืมสิน ต้องหลบหนีเจ้าหนี้หมวกกันน๊อค บางรายต้องให้ลูกออกจากโรงเรียนมาช่วยทำงานพ่อแม่ ทำให้หมดอนาคตทางการศึกษา อาชีพหลักไม่มีรายพอต่อการเลี้ยงครอบครัว กระทบต่อสุขภาพ เกิดความเครียด มีความกังวลนอนไม่หลับ เป็นต้น จากข้อมูลการเป็นหนี้จาก ธกส. ธนาคารออมสิน กองทุนหมู่บ้านจำนวน 97 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 70.80 % ของครัวเรือนทั้งหมดเป็นหนี้คนในชุมชนมีความตระหนักที่จะร่วมกันแก้ปัญหารายได้ตกต่ำ ปัญหาหนี้สิน ของครอบครัวไม่น้อยกว่า 90 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 65.69 % ของครัวเรือนทั้งหมด โดยเข้ามาร่วมโครงการ ร่วมกันคิดแผนในการแก้ไขปัญหาได้จัดเวทีประชาคมโดยมีผู้นำท้องที่ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น สมาชิก อบต. ผู้นำกลุ่มองค์กร แกนนำกลุ่มต่างๆ และตัวแทนครัวเรือน ได้นำเสนอปัญหาของชุมชนอย่างหลากหลาย และได้ข้อสรุปเลือกปัญหารายได้ตกต่ำ/หนี้สิน มาดำเนินโครงการ เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนต่ำ และเป็นสาเหตุของการเกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย เช่น 1) ปัญหาด้านสุขภาพ เกิดความเครียด ความแตกร้าวไม่เข้าใจของคนในครอบครัว สร้างความแตกแยกถึงขั้นเลิกรากันในที่สุด 2) ปัญหาเด็กและเยาวชน ไม่ได้รับการศึกษา ออกจากโรงเรียนกลางคัน สาเหตุเกิดจากพ่อแม่มีรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ พ่อแม่เลิกรากัน ทำให้เด็กไม่มีที่พึ่งหันไปมั่วสุ่มเสี่ยงต่อการหลงผิดพึ่งยาเสพติด ก่ออาชญากรรม การพนัน มีครอบครัวก่อนวัยอันสมควร ไม่มีความสามารถหาอาชีพ หารายได้มาเลี้ยงครอบครัว สร้างปัญหาสังคม ประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย เด็กที่ไม่มีความรู้ ไม่มีความพร้อมในการมีครอบครัวยังไม่คิดที่จะสร้างอนาคต ยังชอบสนุกไม่มีความรับผิดชอบในการดูแลลูกที่เกิดมา เป็นภาระต่อปู่ ย่า ตา ยาย หรือสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า ทำให้เกิดปัญหาต่อชุมชน และสังคมอย่างไม่รู้จักจบสิ้น 3) ปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย หลุดมือ เพราะสาเหตุนำที่ดิน ที่อยู่อาศัย นำไปเป็นหลักทรัพย์พาไปจำนองแล้วไม่มีรายได้และไม่สามารถไถ่คืนมาได้ 4) ปัญหาครอบครัวแตกแยก เนื่องจากมีรายได้น้อย ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้เกิดหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ จากที่ได้สร้างภาระความรับผิดชอบมากอยู่แล้ว ทำให้เกิดความเครียด เกิดการทะเลาะกันในครอบครัวหาทางออกไม่ได้ หลงผิดติดสุรา เล่นหวย เล่นการพนัน พึ่งเงินนอกระบบ กู้เงินพวกสวมหมวกกันน็อก สร้างภาระหนี้สินเพิ่ม เริ่มใช้อารมณ์ ใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหา ไร้เหตุและผล มีปากเสียง มีความบาดหมาง สุดท้ายมีการประชดชีวิตต่างคนต่างแยกทางกันไป 5) ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น คนเราเมื่อมีรายได้น้อยแต่ต้องรับผิดชอบมาก ต้องการใช้เงินเมื่อมีโอกาสก็ต้องรับ ทำให้เกิดการทุจริตซื้อสิทธิ์ขายเสียง คดโกง เรียกผลประโยชน์ ทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย 6) ปัญหาความเลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม คนจนไม่มีเงินไม่สามารถเข้าถึงการบริการของรัฐทุกๆด้าน ขาดโอกาส ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ถูกประณาม ขาดความน่าเชื่อถือ 7) ปัญหาด้านสังคม ขาดการมีส่วนร่วม ไม่มีเวลาในการร่วมกิจกรรมในชุมชน 8) ปัญหาด้านประเพณีวัฒนธรรม เมื่อมีรายได้น้อยทำให้เกิดปัญหาในการจัดกิจกรรม การสืบทอดประเพณีวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมก็ลดน้อยลง ทำตามความจำเป็น บางกิจกรรมหรือบางประเพณีก็สูญหายไปจากชุมชนในที่สุด
จากการทำโครงการในปีที่ผ่านมา ประชาชนได้รับประโยชน์จากการทำโครงการเมื่อปีที่แล้ว มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลง และเกิดขึ้น 1) กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการ ได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติจนเกิดผลในเรื่อง การทำปุ๋ยหมัก-น้ำหมักชีวภาพ การปลูกพืชผักสวนครัว การเพาะชำกล้าไม้ผล/ไม้ประดับ การผลิตเครื่องแกง จำนวน 80 คน มีส่วนร่วมมากขึ้น มีการพัฒนาความคิด เรียนรู้ในการสร้างกระบวนการ รู้จักการจัดเก็บข้อมูล รู้จักการวิเคราะห์ปัญหา รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยคนในชุมชน รู้จักการว่างแผนในการพัฒนาชุมชน ได้พัฒนาโรงเรียนร้าง เนื้อที่ 11 ไร่ เป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะประโยชน์สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ เมื่อมีรายได้พอเลี้ยงชีพ ก็มีเงินเลี้ยงครอบครัว จัดซื้อสิ่งของที่จำเป็นให้กับลูกเมีย ส่งให้ลูกเรียน ไปร่วมกิจกรรมร่วมกับคนอื่นในชุมชนหรือนอกชุมชนได้อย่างภาคภูมิใจ เป็นสถานที่นัดพบ พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือเป็นสภากาแฟยามเช้าของผู้คนในและนอกชุมชนได้พูดคุยถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน แก้ไขปัญหาชุมชน หรือแก้ปัญหาการประกอบอาชีพ คนได้มีงานทำมีรายได้เพิ่ม มีผักปลอดสารพิษที่ปลูกไว้กินเอง หรือมีเหลือแลกเปลี่ยนกัน ทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพดี จิตใจดี อารมณ์ดี มีความสุข 2) มีกลุ่มอาชีพ กลุ่มกิจกรรม เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มปุ๋ยหมัก-น้ำหมักชีวภาพ กลุ่มปลูกผัก-พืชสวนครัว กลุ่มผลิตเครื่องแกง กลุ่มเพาะชำต้นกล้าไม้ผล/ไม้ประดับ หลังจากการดำเนินกิจกรรมโครงการ ชุมชนยังได้จัดตั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำยาอเนกประสงค์ และจัดตั้งกลุ่มผลิตดอกไม้จันท์ และเครื่องโปรยทาน นอกจากนั้นยังขอหนุนเสริมจากหน่วยงานภายนอก มีพัฒนาชุมชน และ กศน. เพื่อพัฒนาเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้ 3) ประชาชนเกิดการเรียนรู้และนำความรู้การทำปุ๋ยหมัก-น้ำหมักชีวภาพ การปลูกพืชผักสวนครัว การเพาะชำกล้าไม้ผล/ไม้ประดับ การผลิตเครื่องแกง ไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จำนวน 45 ครัวเรือน จำนวน 180 คน ได้เพิ่มการปลูกพืชผักกินเอง และที่เหลือจากกินเองก็ได้นำไปขาย และมีกลุ่มร้านค้าชุมชนรวบรวมผลผลิต และมีตัวแทนจำนวน 4 ราย รับผลผลิตจากร้านค้าชุมชนไปจำหน่ายในตลาดนัดชุมชนและในโรงงานซึ่งอยู่ในตำบลตุสิต มีรายได้เสริมอาทิตย์ละ 300-1,000 บาทต่อคน4) มีหน่วยงานภายนอกเข้ามาสนับสนุน พัฒนาชุมชน กศน. ธกส. เกษตร และองค์การบริหารส่วนตำบล 5)เกิดเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง 6) เกิดเป็นสนามกีฬา ประชาชนทุกกลุ่มวัยมาออกกำลังกายร่วมกันทุกวัน 7)องค์การบริหารส่วนตำบลดุสิตเข้ามาก่อสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของตำบล และปรับปรุงห้องจัดเป็นห้องเรียนรู้ จัดแสดงนิทรรศการ ฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มีประชาชนและเด็กเข้ามาเล่นกีฬา และออกกำลังกายทุกวัน

โครงการที่ดำเนินงานต่อยอดคือจำลองห้องจากความรู้ปีที่แล้ว ทบทวนความรู้ แลกเปลี่ยน เพื่อสร้างความรู้ของหมู่บ้าน เป็นหลักสูตรฐานครัวเรือน ทำสองห้อง ห้องแรกเรื่องการทำวัตถุดิบและผลผลิตเกษตรปลอดสารเคมี มีความรู้จากปีที่ 1 ห้องที่สองเป็นการแปรรูป ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้มีคุณภาพ มีชื่อ ถูกต้องตามการตลาด ได้รับการยอมรับ จาก อย. มสช. ใช้คนหมุนเวียนมาทำห้องจำลอง ออกแบบ มาสรุป โดยใช้วัสดุในพื้นที่มาทำ เช่น ป้ายไม้ ฝึกปฏิบัติการเป็นวิทยากร ตาม 2 ห้อง มีวิทยากรอย่าง 10 คน สลับเวรยามมาดูแล วิทยากร 10 คน ที่เป็นแกนนำหลัก ไปวิเคราะห์ครัวเรือนที่เข้าร่วม มีผลิตอะไรอยู่บ้างแล้ว และต้องไปเพิ่มเติม มีบ้านตัวอย่าง นำข้อมูลมาพูดคุย วางแผน การไปเสริมพลังให้ในครัวเรือน ทำได้อย่างเป็นระบบ จัดระบบฐานข้อมูล วัตถุ ออกแบบผังชุมชน เรียนรู้ ผังในครัวเรือน ออกแบบผังครัวเรือน สำรวจผังครัวการใช้ชีวิตพอเพียง ร่วมทำ และไปเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้และลงไปในครอบครัว มาคุยสรุปในฐาน ให้สอดคล้องมาแก้ปัญหากัน เมื่อโรงเรียนเกิดแล้วต่อไปพัฒนาครอบครัว ถนน ภูมิทัศน์ ไม้เพาะชำปลูกแนวถนน กล้วย มะละกอ มัน แต่ละบ้านที่ทำดี จะประกาศเป็นตัวอย่าง เรื่องปลูก สิ่งแวดล้อม ครัวเรือนอยู่ได้ เศรษฐกิจไม่ดีก็อยู่มีรายได้เสริมอยู่ได้ บ้านเป็นวิทยากรตัวอย่างขยายความรู้แปรูปเป็นขนมพื้นบ้าน เรื่องอาหารกินในแต่วัน และในปีต่อไปสร้างชุดความรู้ผังครัวเรือนชีวิตพอเพียง

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับ
คน :

*ปัจจัยที่เป็นสาเหตของปัญหา - ความรู้ ปัจจุบันคนในชุมชนที่ไม่มีความรู้ ขาดประสบการทำให้ไม่สามารถเข้าไปสู่ระบบการจ้างหรือใช้แรงงานได้ ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน ไม่มีรายได้เลี้ยงชีพ - ความตระหนัก การที่ประชาชนไม่มีความรู้ ไม่มีวินัยทางการเงิน ทำให้เกิดปัญหาต่อกลุ่มองค์กรในชุมชน ต้องมีการบอรมณ์ให้ความรู้ และฝึกอาชีพที่เขาถนัดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต - พฤติกรรม คนในปัจจุบันมีค่านิยมที่ทันสมัยเกินกว่าความจำเป็น ฟุ้มเฟือย บริโภคสิ่งของสะดวกซื้อ ตามกระแสโฆษณา ไม่คำนึงถึงคุณค่าหรือคุณภาพ ไม่รู้จักประหยัด - ความเชื่อ คนที่ไม่มีความรู้ทั่วไปจะขาดความยั้งคิด ขาดสติ ทำอะไรไม่ได้วิเคราะห์ ไม่พิจารณา เชื่อคำโฆษณา เชื่อโชคชะตา เสี่ยงดวง ชอบซื้อหวย ชอบการพนัน
- จิตวิญญาณ ประชาชนในชุมชนบางคนความคิดที่เห็นแก่ตัว หลงผิดตามกระแสการเมืองแบบประชานิยม รอคอยการช่วยเหลือจากผู้อื่น *ปัจจัยที่เอื้อต่อการแก้ปัญหา - ความรู้ ในชุมชนมีผู้นำ มีแกนนำกลุ่มต่างๆ มีปราชญ์ชาวบ้าน มีนักศึกษา สามารถนำความรู้และประสบการณ์มาช่วยกันดูแลแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถแก้ปัญหาให้กับกลุ่มเป้าหมายและพัฒนาพื้นที่โรงเรียนร้างให้เป็นศูนย์เรียนรู้ของคนในชุมชน และแหล่งเรียนรู้ให้กับผู้คนที่มาเยี่ยมเยือน - ความตระหนัก คนในชุมชนมีความตระหนักในการแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ และมีความสุขอย่างยั่งยืน - พฤติกรรม มีสัญญา ข้อตกลงร่วมกันในการปรับเปรี่ยนพฤติกรรม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ทำให้ครอบครัวอยู่กันอย่างอบอุ่น และลดรายจ่ายของครอบครัวได้ - ความเชื่อ คนในชุมชนส่วนใหญ่มีความเชื่อในคุณธรรมจริยธรรม ทำให้สังคมมีความรักมีความสามัคคี - จิตวิญญาณ ประชาชนในชุมชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ จะไปวัดทำบุญทุกวันพระ มีความศรัทธาในตัวผู้นำ เคารพต่อความถูกต้อง

สภาพแวดล้อม :

-ในชุมชนมีกลุ่ม  องค์กร  ต่างๆ  ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมากมาย  พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ  ของชุมชน  กลุ่ม องค์กรต่าง ๆ มีกฎ ระเบียบ  แผนการดำเนินงานของกลุ่มและของชุมชนปัจจุบันในชุมชนเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม  มีการปลูกยางพารา  ผลไม้  ปาล์มซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก  และมีการทำสวนแบบไร่นาสวนผสม  มีการปลูกผักสวนครัว  มีการเลี้ยงสัตว์บ้าง (ไก่ หมู วัว ปลา เป็ด ฯ)  ตอนนี้ยังมีพื้นที่ว่างเปล่าที่ยังไม่มีการพัฒนาให้เป็นอาชีพเสริมหรือสร้างรายได้ให้กับชุมชนหรือชาวบ้านเลย (เป็นพื้นที่โรงเรียนร้างประมาณ  8 ปี มีพื้นที่  11  ไร่ พร้อมอาคาร  4 หลัง สามารถใช้สอยได้  90  เปอร์เซ็นต์ อยู่ใกล้แหล่งน้ำ)  ชาวบ้านต้องการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ระบบเศรษฐกิจพอเพียง  เช่นการทำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก  น้ำหมักชีวภาพ  ทำแปลงปลูกผักปลอดสารพิษ  สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านให้กับชุมชน  และส่วนหนึ่งส่งเสริมให้ปลูกผักซึ่งเป็นวัตถุดิบ(ตะไคร้ ขมิ้น พริกขี้หนูสวน ข่า มะกรูดฯ)  ให้กับกลุ่มเครื่องแกงของชุมชนซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกกลุ่มเครื่องแกงและยังช่วยลดเวลาของแม่บ้านตอนทำกับข้าวได้ด้วย  สมาชิกในครัวเรือนได้บริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อนน้อยกว่า  คนในชุมชนได้ใช้เวลาว่างจากการประกอบอาชีพหลักมารวมกลุ่มกันปลูกผักและเป็นการส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์  เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นหลังในการดำเนินชีวิต

กลไก :
  1. สาธารณสุข ให้ความรู้ ให้คำแนะนำเรื่องสุขภาพ มีการตรวจคัดกรอง เช่น โรคบาหวาน,ความดัน,ไขมัน,หลอดเลือด ตลอดถึงโรคติดต่อ /ไม่ติดต่อ และเข้ามาดูแลด้านสุขภาพในการให้ประชาชนได้เข้าใจ ตระหนักถึงสถานการณ์การเกิดโรคต่าง ๆ จากการบริโภคอาหาร แนะนำเข้าใจและมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ  วิธีการเลือก และลดสารปนเปื้อนในอาหาร
    1. เครือข่ายกลุ่มองค์กรต่าง ๆ จะเชื่อมโยงด้านข้อมูล ความรู้ด้านวิชาการ และถ่ายทอดด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านบุคลากร อุปกรณ์เครื่องมือ สนับสนุนงบประมาณ และสถานที่
    2. ทีมงานหรือเครือข่าย อสม.อพม. เป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพมากในชุมชน  มีความตั้งใจและเสียสละ ในการทำงาน ช่วยในการสำรวจข้อมูลด้านสุขภาพ  สามารถประสานความร่วมมือภายในชุมชนได้เป็นอย่างดี
    3. กลไกท้องถิ่น ให้ความรู้การจัดทำแผนพัฒนา สนับสนุนงบประมาณและสถานที่ให้กับกลุ่ม
    4. สื่อสารธารณะ  เช่น  สถานีวิทยุชุมชน  หอกระจายข่าวในหมู่บ้าน  ช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของชุมชน

จุดหมาย/วัตถุประสงค์/เป้าหมาย

  1. เพื่อให้เกิดห้องเรียนจำลองประสานงานการเรียนรู้ตามฐานในครัวเรือน
  2. เพื่อให้ประชาชนกับปราชญ์ร่วมสร้างความรู้ของหมู่บ้าน ใช้เป็นหลักสูตรฐานครัวเรือนโดยร่วมกันเรียนรู้และพัฒนาพื้นที่ว่างเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบนำมาแปรรูปสร้างรายได้ปลดหนี้
  3. เพื่อให้เกิดสภาผู้นำชุมชนเข้มแข็งร่วมพัฒนาให้ประชาชนจัดการตนเองได้
  4. เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้รับผิดชอบโครงการ และสนับสนุนการทำงานของโครงการ

ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อความสำเร็จ/ตัวชี้วัด

  1. ห้องเรียนจำลอง 2 ห้อง
  2. มีวิทยากรประจำฐานจำลอง 10 คน
  3. โรงเรียนร้างเปลี่ยนเป็นห้องเรียนจำลองจุดรวมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามฐานในครัวเรือน
  4. ประชาชนและปราชญ์ จำนวน 100 คน ร่วมเรียนรู้และร่วมสร้างผังฟาร์มพืชผักในครัวเรือนนำมาแปรรูปเป็นเครื่องแกง
  5. มีชุดข้อมูลผังฟาร์มการผลิต 1 ชุด
  6. เกิดชุดข้อมูลผังชุมชนเรียนรู้ ผังในครัวเรือน
  7. เกิดผู้นำกลุ่มร่วมกับประชาชนพัฒนาพื้นที่ว่าง สร้างชุดความรู้และสร้างรายได้ จำนวน 30 คน
  8. มีการประชุมทบทวนข้อมูล พัฒนาข้อมูล ออกแบบงาน วางแผน ปฏิบัติ และติดตามผลการปฏิบัติต่อเนื่อง ทุกเดือน
  9. การประชุมทุกเดือนมีผู้นำกลุ่มเข้าร่วม ร้อยละ 80
  10. ประชาชนและปราชญ์ชาวบ้านร้อยละ 50 มีรายได้จากการปลูกพืชผักเพิ่มขึ้น จำนวนไม่น้อยกว่า 1,200 บาทต่อเดือน/ครัว
  11. มีการเข้าร่วมการประชุมกับ สสส. สจรส.ม.อ. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนครั้งที่จัด
  12. มีการจัดทำป้าย "สถานที่นี้ปลอดบุหรี่" ติดตั้งในสถานที่จัดกิจกรรม
  13. มีการถ่ายภาพการดำเนินงานทุกกิจกรรม
  14. มีการจัดทำรายงานส่ง สสส. ตามระยะเวลาที่กำหนด

วิธีการสำคัญ

กลวิธีที่เกี่ยวข้องกับคน กลุ่มคน

  • ให้คนที่มีความรู้ ประสบการณ์ ผู้รู้และปราชญ์ชาวบ้านมาร่วมถ่ายทอดให้กับกลุ่มเป้าหมายและผู้ที่สนใจ - ใช้คณะกรรมการและผู้นำกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ในชุมชนมาร่วมสร้างและพัฒนากลุ่มเป้าหมาย
  • ให้ตัวแทนกลุ่มที่ผ่านการอบรมณ์เป็นวิทยากร สามารถถ่ายทอดให้ความรู้รุ่นสู่รุ่น และสามารถบรรยายให้กับผู้มาเยี่ยมเยือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ชุมชนมีกลุ่มออมทรัพย์ฯ กองทุนหมู่บ้าน และมีคณะกรรมการที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นกงุ่มองค์กรการเงินที่เข้มแข็ง ประชาชนยอมรับและให้ความเชื่อถือ

กลวิธีที่เกี่ยวข้องกับการปรับสภาพแวดล้อม

  • มีกฎ ระเบียบ กติการของชุมชน
  • ใช้ประเพณีนิยมของคนในชุมชน และการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของชุมชน เช่น กิจกรรมวันแม่ กิจกรรมวันพ่อ ทุกกิจกรรมสามารถนำมาจากวิถีชีวิต กฎ ระเบียบ และประเพณีนิยมของคนในชุมชนได้ โดยเฉพาะวิถีชีวิตแบบเครือญาติพึ่งพาอาศัยกัน วัฒนธรรมการกิน การรำกลองยาว ศาสนา การบวชนาค เช่น สมัยก่อนการใช้ชีวิตอยู่ของรุ่นปู่ย่าเขาใช้ชีวิตกับแบบเรียบง่ายมีความเอื้อเฟื่อเผื่อชึ่งกันและกัน มีความรักสามัคคีกันในครอบครัว เวลามีกิจกรรมในหมู่บ้านเขาเขาจะให้ความร่วมมือกัน

กลวิธีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและปรับปรุงกลไก

-สร้างกิจกรรมให้กับชุมชมโดยใช้พื้นที่ว่างเปล่าของโรงเรียนร้างให้เป็นศูนย์การเรียนรู้โดยมีการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของกลุ่ม จำนวน 6 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

1) กลุ่มปุ๋ยหมัก-น้ำหมักชีวภาพ 1. กลุ่มทำปุ๋ยหมัก จัดซื้อวัตถุดิบ (มูลวัว)จากสมาชิกกลุ่มเลี้ยงซึ่งมีอยู่แล้วในชุมชน 2. ปุ๋ยหมักที่ผลิตได้ขายให้สมาชิกกลุ่มในราคาต้นทุน และส่งขายให้กับกลุ่มปลูกผัก-พืชสวนครัวได้ใช้ในการทำกิจกรรม สามารถลดสารเคมีตกค้างใน ดินได้ 3. ขายให้กับเกษตรกรที่ไม่เป็นสมาชิกในราคาที่กลุ่มกำหนด รายได้นำมาซื้อวัตถุดิบในการจัดทำครั้งต่อไป 4. มีการปันผลกำไรให้กับสมาชิก 5. ได้ช่วยปรับปรุงไม่ให้ดินเสื่อมคุณภาพ 6. มีรายได้เพิ่ม ลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้สารเคมี ยาปราบศัตรูพืช

2) กลุ่มปลูกผัก-พืชสวนครัว 1. สมาชิกมีผักไว้กินเองและขายให้กับชุมชนและนอกชุมชน 2. กินผักที่ปลอดสารพิษ ทำให้มีสุขภาพขึ้น 3. ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถส่งให้บุตรหลานได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น 4. เพิ่มทักษะ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเด็กรุ่นหลัง ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 5. พืชสวนครัวที่เหลือจากกินเองสามารถส่งขายให้กับกลุ่มทำเครื่องแกง และขายให้กับบุคคลอื่นทั้งในและนอกชุมชน

3) กลุ่มผลิตเครื่องแกง 1. มีวัตถุดิบที่หาซื้อได้จากในชุมชน ที่ปลอดสารพิษ ราคาถูก 2. มีรายได้ให้กับครอบครัว ลดปัญหาหนี้สินของครัวเรือน 3. คนในชุมชนได้บริโภคเครื่องแกงที่ราคาถูก และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 4. มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับคนรุ่นหลัง กิจกรรมของโครงการโดยรวม สามารถส่งเสริม ถ่ายทอด องค์ความรู้ทางวิชาการและจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์จากการได้ทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชน ส่งเสริมให้คนรู้จักการรวมกลุ่ม ทำงานเป็นทีม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ ร่วมวางแผน ร่วมรับประโยชน์ ร่วมรับผิดชอบ ทำให้เกิดความสามัคคี มีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน

4) กลุ่มเพาะชำต้นกล้าไม้ผล/ไม้ประดับ 1. ได้ขยายพันธ์ไม้ที่หายาก และมีการอนุรักษ์พันธ์พืชหลังการขยายพันธ์ 2. สามารถส่งเสริมเป็นอาชีพรองและสามารถพัฒนาเป็นอาชีพหลัก 3. มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาและส่งเสริมภูมิปัญญาสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน 4. เป็นการสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว ชุมชน 5. เกิดกลุ่มอาชีพ มีคณะกรรมการและคณะทำงานเกิดขึ้นในชุมชน 6. เกิด กฎ กติกา และมีการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม สร้างความเชื่อถือและเคารพซึ่งกัน

5) จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง 1. จัดทำประวัติชุมชน จัดทำฐานข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูลของกลุ่มองค์กรต่างๆ ข้อมูลด้านภูมิปัญญา
2. จัดแสดงนิทรรศการ เพื่อให้คนในชุมชน และคนนอกชุมชนที่เข้ามาเรียนรู้ 3. จัดฐานการเรียนรู้ เพื่อให้เตรียมความพร้อมตอนรับบุคคลที่มาอบรมเรียนรู้ 4. มีวิทยากรชุมชน ประจำฐานเรียนรู้ สามารถบรรยายให้ประชาชนที่มาเรียนรู้ 5. จัดทำกติกา ข้อตกลงร่วม ในการดูแล การบริหารจัดการ

6) กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำยาเอนกประสงค์ 1. ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน 2. รู้จักนำสมุนไพรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย 3. พัฒนาการเรียนรู้ และสร้างมูลค่าเพิ่ม สามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพหลักได้ 4. อนุรักษ์ และรู้จักใช้สมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่น

ปัจจัยนำเข้า

ทุนของชุมชน

คน

1.นายวิษณุบริรักษ์มีความรู้ด้านการเพาะชำกล้าไม้ และสามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ 2.นายเกษมนามะหึงษ์มีความรู้และมีประสบการณ์การทำน้ำหมักชีวภาพ ปลูกผักสวนครัว เป็นแปลงสาธิต เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน 3.นายสุพลประมัยพิมพ์อดีตผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ที่มีความสามารถชัดชวน รวบรวมกลุ่มคนในชุมชนมาร่วมทำกิจกรรม และเล่าสามารถประวัติชุมชนได้อย่างละเอียด 4.นางสาวชนม์นิภายี่สุ่นประธานกลุ่มพัฒนาบทบาทสตรี และ อสม. มีความสามารถในการชักชวนกลุ่มสตรีมาเข้าร่วมกิจกรรม และสามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการพัฒนาอาชีพ การสร้างราย ลดรายจ่าย เช่น การทำน้ำยาเอนกประสงค์,น้ำยาปรับผ้านุ่ม,แชมพู,สบู่เหลว,สบู่ก้อน,น้ำยาซักผ้า,ผลิตเครื่องโปรยทาน,และการทำขนมไทยๆ 5.นางวรรณีจันทร์พิบูลย์เป็นผู้นำกลุ่มองค์กรชุมชน มีความรู้สูตรในการทำเครื่องแกง สามารถเป็นวิทยากร ถ่ายทอดความรู้ในการผลิตเครื่องแกง และทำอาหารพื้นบ้านเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน 6.นายประเวศหอมแก้วเป็นหมอชาวบ้านรักษาโรคไซนัส และเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่ได้รับความไว้วางใจของคนในชุมชน น่าเชื่อถือ เป็นบุคลตัวอย่าง และเป็นแกนนำในการพัฒนาพื้นที่โรงเรียนร้าง
7.นายสมนึกหอมแก้วเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนงาน กิจกรรมต่างๆในชุมชน 8.นายสันติรัฐนิยมเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นผู้ประสานงานทั้งในชุมชน และภาคีเครือข่าย มีประสบการณ์การบริหารกลุ่มองค์กรต่างๆทั้งในระดับชุมชน ระดับตำบล ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด และสามารถเป็นวิทยากรได้ 9.นางละอายทองเกื้อเป็นผู้สูงอายุ มีภูมิปัญญาในเรื่องการเก็บรักษาเมล็ดพันธ์พืช เมล็ดพันธุ์ผัก และสามารถถ่ายทอดความรู้เรื่องการจัดสาน ผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ เครื่องมือจับปลา เช่น ไซ กระชัง กะด้ง ตะกร้า เป็นต้น 10. นายสุภรณ์ กามูณี ประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลตุสิต เป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่เคารพของคนในตำบล ช่วยเป็นที่ปรึกษา 11.นายคำพรแสงระวี กำนันตำบลดุสิต มีความรู้และมีประสบการณ์ ด้านการบริหารและการปกครอง ช่วยแก้ไขปัญหาความแตกแยก และช่วยเป็นที่ปรึกษา 12.นายสมยศรักษาวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดุสิต มีความรู้ มีประสบการณ์ด้านการบริหาร เป็นผู้บริหารงบประมาณของตำบล ช่วยเป็นที่ปรึกษาและช่วยเหลือด้านทุน บุคลากร สถานที่ และอื่นๆ ที่จำเป็น

กลุ่ม องค์กร หน่วยงานและเครือข่าย

1.องค์การบริหารส่วนตำบล ให้บุคลากร วิทยากร ให้ข้อมูล ให้ใช่สถานที่ในการประชุม สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ สื่อประชาสัมพันธ์ ไอที และงบประมาณ
2.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้ข้อมูลด้านสุขภาพ ช่วยเป็นวิทยากร งานด้านวิชาการ เป็นที่ปรึกษาของโครงการ 3.มีพื้นที่โรงเรียงร้าง 11 ไร่ ใช้เป็นสถานที่ในการจัดกิจกรรม และตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง 4.กลุ่มพัฒนาบทบาทสตรี กลุ่ม อสม. กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน เป็นทีมร่วมในการขับเคลื่อนงานพัฒนาในชุมชน 5.กลุ่มเลี้ยงโค กลุ่มทำปุ๋ยหมัก เป็นทุนในการพัฒนาต่อยอด และขยายไปพัฒนากลุ่มอาชีพอื่นๆ เช่น กลุ่มปลูกผักสวนครัว กลุ่มผลิตเครื่องแกง

วัฒนธรรม

1.ประเพณีวันสาทเดือนสิบ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน เหมือนเป็นการรวมญาติ มีลูกหลานมาร่วมทำบุญ พบปะพูดคุยถามข่าวกัน เล่าเรื่องความหลังอย่างสนุกสนาน 2.ประเพณีรดน้ำผู้สูงอายุ (วันสงกรานต์)เป็นการรวมญาติครั้งใหญ่ของชุมชน มีการจัดนิมนต์พระมาทำบุญ ขอพรจากผู้เฒ่าผู้แก่ ลูกหลานนำปิ่นโตมาร่วมรับประทานอาหารพร้อมกัน ทั้งเด็กเล็ก คนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ เป็นบรรยากาศแห่งความสุขของทุกๆคนที่มาร่วม เป็นการสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน 3.วันขึ้นปีใหม่ จัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในชุมชนจะจัดในวันที่ 29 ธันวาคม ของทุกปี ช่วงเช้านิมนต์พระมาทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ร่วมรับประทานอาหารเที่ยงพร้อมกัน ช่วงบ่ายมีการประชุมใหญ่และปันผลกำไรของกลุ่มองค์กรต่างๆ คือ กลุ่มออมทรัพย์ฯ ร้านค้าชุมชน กองทุนข้าวสาร กองทุนปุ๋ย ช่วงค่ำมีการจัดกิจกรรมการแสดงของลูกหลาน แลกของขวัญ มีลูกหลาน สมาชิก และคนในพื้นที่ข้างเคียงมาร่วมกันมาก เป็นบรรยากาศแห่งความอบอุ่น และสนุกสนาน 4.มีการจัดงานมงคล งานบวช งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นการสร้างวัฒนธรรมสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ เป็นโอกาสในการพบปะสังสรรค์ของญาติพี่น้อง ผูกมิตรไมตรีของคนในชุมชนและต่างชุมชน 5.มีการลงแขก (ออกปาก) ในการทำงานบางอาชีพ เช่น ปลูกข้าวไร่ (น่ำข้าว) ปลูกปาล์ม ปลูกยางพารา ตัดหญ้าในสวน หรือปลูกผัก เป็นต้น 6.การจัดงานบำเพ็ญกุศลศพ คนในชุมชนจะมาช่วยกันทำอาหารต้อนรับแขก และช่วยเหลือด้านอื่นๆตามประเพณี 7.การบริโภค คนในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาหารกินเอง มีการแบ่งปันกันในเครือญาติ คนบ้านข้างเคียง เช่น ได้ปลา ผัก หรืออื่นๆ มาแบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน 8.ด้านกีฬา มีเด็กๆ เยาวชน คนวัยทำงาน รวมถึงผู้สูงอายุ จะมาออกกำลังกายตอนเย็นๆ ที่สนามโรงเรียนร้างทุกวัน วิ่งบ้าง เล่นตะกล้อ ฟุตบอล วอลเล่ย์บอล ทำให้โรงเรียนที่ร้างมาเป็นเวลาสิบกว่าปีเกิดมีชีวิต ดังชื่อโครงการโรงเรียนร้างสร้างชีวิต และตอนนี้องค์การบริหารส่วนตำบลดุสิตได้อนุมัติงบประมาณสร้างเป็นศูนย์เด็กเล็กของตำบล และพัฒนาชุมชนอำเภอถ้ำพรรณราสนับสนุนงบประมาณจัดเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง 9.ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีศาสนาอิสลาม 1 ครัวเรือน ศาสนาคริสต์ 1 ครัวเรือน อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนไม่มีปัญหาไดๆ

วิถีชีวิต ภูมิปัญญาและเศรษฐกิจชุมชน

1.นายประเวศ  หอมแก้ว  เป็นหมอพื้นบ้านรักษาโรคไซนัส โดยนำสมุนไพรมาบดเป็นผง เป็นยานัด 2.นางละอาย  ทองเกื้อ  ผลิตเครื่องมือจับปลา ทำจากไม้ไผ่
3.นายเคล้า  หนูคง  เป็นหมอพื้นบ้านรักษาข้อกระดูก 4.นายเกษม  นามะหึงษ์ และสมาชิกกลุ่ม ปลูกผักปลอดสารพิษ ใช้น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมัก 5.นายจรูญ  ถิ่นพระบาท และสมาชิกกลุ่ม ผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ 6.นางวรรณี  จันทร์พิบูลย์ นายมโน  หนูเสน และสมาชิกกลุ่ม ผลิตเครื่องแกง 7.กลุ่มพัฒนาบทบาทสตรี ผลิตน้ำยาเอนกประสงค์ เครื่องโปรยทาน ทำขนมพื้นบ้าน รับทำอาหารในงานต่างๆ 8.อสม.ทำปูนแห้งป้องกันลูกน้ำยุงลาย ทำเครื่องดักยุง ทำน้ำมันตะไคร้หอมป้องกันยุง 9.ในชุมชนมีหลายคนที่มีความรู้เรื่องสูตรในการประกอบอาหาร เช่นนางกุศล  นังแก้ว  มีสูตรทำข้าวยำใบไม้ (อาหารพื้นบ้าน) 10.นางปราณี  ถิ่นพระบาท มีความรู้เรื่องจัดสาน เครื่องมือจับปลา สานกระสอบด้วยจูด ใบเตยใหญ่
11.นายพล  หอมแก้ว ทำกระถางปลูกผัก ปลูกกล้วยไม้ด้วยเปลือกมะพร้าว กระบอกไม้ไผ่

งบประมาณ

212700.00

บาท
บุคลากร
  1. นาย สันติ รัฐนิยม
  2. นาย สุรินทร์ พูลแก้ว
  3. นาย มโน หนูเสน
  4. นางสาว สารีย์ นามะหึงษ์
  5. นาย จรูญ ถิ่นพระบาท
  6. นาย เกษม นามะหึงษ์


    แกนนำในชุมขน

1.นายประเวศหอมแก้วปราญช์ชาวบ้านถ่ายทอดภูมิปัญญา ช่วยกิจกรรมต่างๆในชุมชน2.นายเพิ่มรำเพยกรรมการหมู่บ้าน/อปพร. ดูแลรักษาความสงบ,ประสานงาน,ให้ข้อมูล3.นายเมษาชื่นโชคสันต์ผู้อำนวยการ รพ.สต.บ้านพรรณราชลเขตเป็นที่ปรึกษา,ให้ข้อมูลด้านสาธารณสุข,วิทยากร,วิชาการ4.ส.ต.อ.กรุงไกรคงจันทร์เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดูแลรักษาความสงบ,ประสานงาน,วิทยากร5.นางสาวชนม์นิภายี่สุ่นประธานกลุ่มพัฒนาบทบาทสตรี/อสม. ให้ข้อมูล,ประสานงาน,กิจกรรมกลุ่ม

ทรัพยากรอื่น

ศูนย์เรียนรู้ หรือกระบวนการเรียนรู้ หรือการจัดการความรู้ ในชุมชน

1.โรงเรียนร้าง กำลังพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และเป็นสถานที่ทำกิจกรรมวันสำคัญ กิจกรรมกลุ่มต่างๆในชุมชน 2.สถานที่ทำการกลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นที่พบปะพูดคุยของสมาชิกในชุมชน คุยประเด็นปัญหาต่างๆ แนวทางการแก่ปัญหา การใช้ชีวิต รวมถึงบริบทชุมชน 3.ร้านค้าในหมู่บ้าน ร้านรับซื้อน้ำยาง เป็นสภากาแฟพูดคุยเรื่องอาชีพ เรื่องอื่นๆ 4.ศาลาหมู่บ้าน เป็นสถานที่จัดเวทีประชาคม และกิจกรรมประเพณีต่างๆ ในหมู่บ้าน 5.มีการลงแขก (ออกปาก) ในการทำงานบางอาชีพ เช่น ปลูกข้าวไร่ (น่ำข้าว) ปลูกปาล์ม ปลูกยางพารา ตัดหญ้าในสวน หรือปลูกผัก เป็นต้น 6.ร้านค้าชุมชน แบ่งเป็นศูนย์ไอซีที ห้องหนังสือชุมชน

การทำงานร่วมกัน หรือกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน

1.มีการจัดประชุมประจำเดือนของหมู่บ้าน พูดคุยเรื่องงานทางราชการมอบหมาย งานกลุ่มองค์กรในชุมชน ปัญหาเด็กและเยาวชน ปัญหายาเสพติด หาแนวทางการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ 2.สภากาแฟยามเช้าได้พูดคุย ปรึกษาหารือได้ทุกๆเรื่อง รวมถึงมีการนัดหมายในการทำงานลงแขก วางแผนในการจัดกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน 3.เข้าร่วมเวทีประชุมสภาองค์กรชุมชน ประเด็นสวัสดิการชุมชน, สภาเด็กและเยาวชน, การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยชนบท,ประเด็บการจัดการภัยพิบัติ, ประเด็นเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายจังหวัด
4.ชุมชนมีการลงแขก (ออกปาก) สร้างที่อยู่อาศัย ทำสวน ทำไร่ ทำนา ร่วมงานมงคล งานบุญ งานกุศลต่างๆ 5.อสม.ร่วมกับผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ในการจัดทำแผนพัฒนาด้านสุขภาพ รณรงค์ป้องกันโรคติดต่อ 6.กลุ่มพัฒนาองค์กรสตรี มีการประชุมร่วมเครือข่ายในระดับตำบล ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด 7.อปพร.และ ชรบ.ช่วยจัดระเบียบรถ อำนวยความสะดวก เมื่อตอนมีงาน หรือกิจกรรมอื่นๆในชุมชน 8.ชุมชนมีการจัดกิจกรรม การพัฒนาสถานที่สาธารณะ ในวันสำคัญต่างๆ 9.สมาชิก อพม.จัดเก็บข้อมูล ดูแลให้การช่วยเหลือ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม รวมถึงผู้เปราะบางทางสังคม

เครือข่ายเศรษฐกิจชุมชน

1.กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ส่งเสริมการออม สร้างวินัยทางการเงินให้แก่สมาชิก สนับสนุนเงินทุนในการประกอบอาชีพ ทุนการศึกษา รักษาพยาบาล สร้างภูมิคุ้มกันให้กับครอบครัวสมาชิก
2.กองทุนหมู่บ้าน (กทบ.)เป็นแหล่งทุนในการกู้ยืมเงินลงทุนประกอบอาชีพหลักและอาชีพรอง 3.ร้านค้าชุมชน,กองทุนข้าวสาร,โรงกรองน้ำดื่มชมชน,ปั้มน้ำมัน,กองทุนปุ๋ย เป็นศูนย์ร่วมสินค้า ผลผลิตในชุมชน และจำหน่ายสินค้าในราคาถูกให้กับคนในชุมชนและนอกชุมชน 4.กลุ่มเลี้ยงโค มีเงินทุนให้สมาชิกยืมเพื่อจัดซื้อแม่พันธ์โค และส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงโคพันธ์พื้นเมือง 5.กองทุทหลักประกันสุขภาพตำบล (สปสช.)เป็นกองทุนช่วยเหลือ สนุบสนุน ฟื้นฟู งานด้านสุขภาพของประชาชนในชุมชน ตรวจสุขภาพ อบรมให้ความรู้ในการเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัย อบรมเรื่องขับขี่ปลอดภัย เป็นต้น 6.กองทุนสวัสดิการชุมชน ได้ช่วยเหลือด้านสวัสดิการ เช่น เกิด ป่วย เสียชีวิต การศึกษา บวช แต่งงาน เกณฑ์ทหาร เกิดภัยพิบัติ

ขั้นตอนทำงาน

  1. ออกแบบห้องจำลองฐานเรียนรู้
  2. ชี้แจงโครงการและกำหนดกติกา
  3. พัฒนาศักยภาพสภาผู้นำ
  4. ผู้นำกลุ่มปฏิบัติการทำห้องจำลองการเรียนรู้
  5. สภาผู้นำฝึกปฏิบัติการจัดทำข้อมูลตัวอย่างผังครัวเรือน
  6. พัฒนาพื้นที่และเรียนรู้การผลิต
  7. แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาวัตถุดิบ
  8. ติดตามผลการปฏิบัติ
  9. พัฒนาคุณภาพผลผลิต
  10. นำเสนอชุดความรู้
  11. ถอดบทเรียน
  12. สรุปผลโครงการ
  13. การประชุมร่วมกับ สสส. สจรส.ม.อ. และพี่เลี้ยงผู้ติดตาม
  14. ทำป้ายสัญลักษณ์เขตปลอดบุหรี่ ถ่ายภาพกิจกรรม และจัดทำรายงาน

ผลผลิต

  1. ได้ผังชุมชนเพื่อจัดทำฐานเรียนรู้ห้องจำลอง
  2. เกิดกติกาการดำเนินงาน และปฏิทินการทำกิจกรรมตลอดโครงการ
    1. สภาผู้นำสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานตามโครงการได้สำเร็จตามตัวชี้วัดของโครงการ
  3. เกิดผู้นำกลุ่มร่วมกับประชาชนพัฒนาพื้นที่ว่าง สร้างชุดความรู้และสร้างรายได้ จำนวน 30 คน
  4. มีการประชุมทบทวนข้อมูล พัฒนาข้อมูล ออกแบบงาน วางแผน ปฏิบัติ และติดตามผลการปฏิบัติต่อเนื่อง ทุกเดือน
  5. การประชุมทุกเดือนมีผู้นำกลุ่มเข้าร่วม ร้อยละ 80
  6. เกิดห้องเรียนรู้จำลอง 2 ห้อง
  7. ได้ข้อมูลตัวอย่างผังครัวเรือน
  8. พื้นที่มีความพร้อมในการเพาะปลูกผลผลิต ได้ผังครัวเรือนจากการปฏิบัติจริง
  9. เกิดชุดความรู้การพัฒนาวัตถุดิบ ได้แก่ ปุ๋ย ต้นกล้า
  10. เกิดแหล่งเรียนรู้ตามผังครัวเรือนเชื่อมโยงกับผังชุมชนและห้องเรียนจำลองของชุมชน
  11. เครื่องแกงมีแพคกิ้งสวยงาม ผ่าน อย.ของพัฒนาชุมชน
  12. เกิดห้องเรียนจำลองประสานการเรียนรู้ของชุมชนและครัวเรือน

มีวิทยากร 10 คน 11. เกิดคุณค่าของโครงการให้ชุมชนมีศักยภาพในการสร้างชุมชนน่าอยู่ และการบริหารจัดการโดยสภาผู้นำทำได้อย่างต่อเนื่อง 12. มีสภาผู้นำบริหารจัดการเพื่อสร้างชุมชนให้น่าอยู่อย่างต่อเนื่อง

ผลลัพท์

  1. ได้ผังชุมชนเพื่อจัดทำฐานเรียนรู้ห้องจำลอง
  2. เกิดกติกาการดำเนินงาน และปฏิทินการทำกิจกรรมตลอดโครงการ
    1. สภาผู้นำสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานตามโครงการได้สำเร็จตามตัวชี้วัดของโครงการ
  3. เกิดผู้นำกลุ่มร่วมกับประชาชนพัฒนาพื้นที่ว่าง สร้างชุดความรู้และสร้างรายได้ จำนวน 30 คน
  4. มีการประชุมทบทวนข้อมูล พัฒนาข้อมูล ออกแบบงาน วางแผน ปฏิบัติ และติดตามผลการปฏิบัติต่อเนื่อง ทุกเดือน
  5. การประชุมทุกเดือนมีผู้นำกลุ่มเข้าร่วม ร้อยละ 80
  6. เกิดห้องเรียนรู้จำลอง 2 ห้อง
  7. ได้ข้อมูลตัวอย่างผังครัวเรือน
  8. พื้นที่มีความพร้อมในการเพาะปลูกผลผลิต ได้ผังครัวเรือนจากการปฏิบัติจริง
  9. เกิดชุดความรู้การพัฒนาวัตถุดิบ ได้แก่ ปุ๋ย ต้นกล้า
  10. เกิดแหล่งเรียนรู้ตามผังครัวเรือนเชื่อมโยงกับผังชุมชนและห้องเรียนจำลองของชุมชน
  11. เครื่องแกงมีแพคกิ้งสวยงาม ผ่าน อย.ของพัฒนาชุมชน
  12. เกิดห้องเรียนจำลองประสานการเรียนรู้ของชุมชนและครัวเรือน

มีวิทยากร 10 คน 11. เกิดคุณค่าของโครงการให้ชุมชนมีศักยภาพในการสร้างชุมชนน่าอยู่ และการบริหารจัดการโดยสภาผู้นำทำได้อย่างต่อเนื่อง 12. มีสภาผู้นำบริหารจัดการเพื่อสร้างชุมชนให้น่าอยู่อย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบ

การเปลี่ยนของคนและกลุ่มคนในชุมชน

  • คนมีความรู้ มีทักษะในกระบวนการคิดการวางแผน
    • กลุ่มคนมีความรับผิดชอบร่วมกัน
    • การแบ่งงานกันทำ
    • เกิดความรักความหวงแหนในทรัพย์สินของชุมชน
    • คนมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
  • มีการเคารพ และปฎิบัติตาม กฎ กติกาของชุมชนมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เอื้อต่อชุมชนน่าอยู่

  • คนจะมีการพฤติกรรมดีขึ้น ปฏิบัติตามกฎ กติกาของชุมชน
    - รู้จักการมีส่วนของกิจกรรมของชุมชน แบ่งเวลาให้กับชุมชน - รู้จักให้โอกาส มีเหตุผล เป็นภาพลักษณ์ที่ดีของชุมชน
  • สร้างบุคคลตัวอย่างที่มีระเบียบ มีวินัย และมีจิตสำนึกต่อสาธารณะ
  • มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ลดปัญหาความแตกแยกและความขัดแย้งในชุมชน

การเปลี่ยนแปลงของกลไกในชุมชน

  • สร้างพื้นที่ว่างเปล่าในโรงเรียนร้างให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เป็นแปลงทดลองและศูนย์รวมของกลุ่มองค์กรต่าง ๆที่มีอยู่แล้วในชุมชนและที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต
  • ปรับปรุงห้องเรียนของโรงเรียนที่ว่างเปล่าให้เป็นห้องนิทรรศการ และเป็นศุนย์ข้อมูลของชุมชน
  • จัดพื้นที่ว่างเป็นสนามเด็กเล่น และออกกำลังกายของทุกคนที่เข้ามาใช้บริการ
  • จัดให้มีตลาดนัดขายสินค้าเกษตรชุมชน
  • เกิดการรวมกลุ่มพัฒนาอาชีพมากขึ้น

กลไกและวิธีการติดตามของชุมชน

มีสภาผู้นำ และคณะกรรมการหมู่บ้าน ตัวแทนกลุ่ม เป็นคณะทำงานติดตามผลทุกเดือน ประชุมประจำเดือนของหมู่บ้านได้ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มได้รายงานถึงปัญหา อุปสรรค์ ความก้าวหน้าในการดำเนินงาน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ จดบันทึกข้อมูล ประเมินการเปลี่ยนแปลงของแต่ละกิจกรรม และรายงานผลให้พี่เลี้ยงโครงการได้รับทราบทุกระยะ

กลไกและวิธีการประเมินผลของชุมชน

มีสภาผู้นำ และคณะกรรมการหมู่บ้าน ตัวแทนกลุ่ม เป็นคณะทำงานติดตามผลทุกเดือน ประชุมประจำเดือนของหมู่บ้านได้ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มได้รายงานถึงปัญหา อุปสรรค์ ความก้าวหน้าในการดำเนินงาน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ จดบันทึกข้อมูล ประเมินการเปลี่ยนแปลงของแต่ละกิจกรรม และรายงานผลให้พี่เลี้ยงโครงการได้รับทราบทุกระยะ