แผนภาพเชิงระบบของโครงการ

สถานการณ์

สถานการณ์สุขภาวะ

ชุมชนบ้านทองพูน จากการวิเคราะห์ปัญหาชุมชนเลือกปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย กระทบต่อทุกครัวเรือน 185 ครัวเรือน (ร้อยละ 100) เพราะประชาชนทำอาชีพการเกษตร เมื่อพบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ราคาผลผลิตตกต่ำ จึงมีผลกระทบต่อครัวเรือนโดยตรงและส่วนหนึ่งครัวเรือนพบปัญหาว่างงาน 30 ครัวเรือน เนื่องจากในปีที่ผ่านมา รัฐบาลประสบปัญหาและมีภาวะวิกฤตอย่างรุนแรง ทำให้หลายบริษัทที่เปิดอยู่ในพื้นที่ ต้องปิดตัวลง ประชาชนที่มีอาชีพซึ่งต้องไปรับจ้างที่บริษัท ก็ต้องตกงาน เมื่อตกงานทำให้ภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น รายได้ลดน้อยต่ำลง หลายคนเมื่อบริษัทปิดตัวลง จากเดิมไปทำงานเช้าไปเย็นกลับตอนนี้ต้องทิ้งพ่อแม่ให้อยู่กับบุตร ตนเองต้องไปหางานทำให้ในเมือง ภาระที่เพิ่มขึ้นคือ ผู้สูงอายุต้องเลี้ยงดูบุตรหลาน ทำให้เกิดความว้าเหว่ สุขภาพจิตเสื่อมลงจากกรณีที่โรงงานปิดส่งผลกับชุมชนมากทำให้เกิดปัญหาสังคมคือการขโมย พบว่าร้อยละ 70 ของครัวเรือน มีการลักขโมยเกิดขึ้น จากการทำโครงการในปีที่ผ่านมา โดยจัดทำโครงการสร้างคน สร้างชุมชนทองพูนตามรอยพ่อ สิ่งที่เกิดขึ้นจากโครงการคือ ประชาชนได้เข้ามาร่วมเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ลดปริมาณการใช้สารเคมีในภาคเกษตรของชุมชน มีแหล่งเรียนรู้เกี่ยวเศรษฐกิจพอเพียง มีฐานทำปุ๋ยหมักฐานน้ำหมักชีวภาพฐานเกษตรวิถีการพัฒนาโดยใช้ครัวเรือนต้นแบบ เน้นให้กลุ่มเป้าหมายปลูกผักกินเอง มีการออกกำลังกายจากวิถีประจำวันมีวิธีการลดน้ำหนักสอดคล้องกับวิถีชุมชน
นอกจากนั้นคนในชุมชนมีการนำความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงไปผลิตยาสีฟัน สบู่จากสมุนไพรใช้เองในครัวเรือนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ 1.มีการอนุรักษ์ภูมิปัญญา 2.มีฐานเรียนรู้ในชุมชน 3.มีการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน5.มีกระบวนการลดรายจ่าย โดยการผลิตสบู่ยาสีฟัน น้ำยาซักผ้าไว้ใช้เอง6. มีการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยการทำน้ำหมัก ปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง7.ลดการใช้สารเคมีโดยการทำน้ำส้มควันไม้ 8.คนมีความสุขมากขึ้น 9.คนคิดบวกมาขึ้นและเปลี่ยนทัศนคติ จากประเด็นผลลัพธ์ทีเกิดขึ้น ประชาชนเห็นด้วยที่จะพัฒนาตามโครงการเหมือนเดิม เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และมีชีวิตที่พอเพียง อยู่ในชุมชนได้อย่างมีความสุข

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับ
คน :

1.ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไม่มีการการวางแผนไว้ล่วงหน้า 2.ประชาชนมีความรู้ในการจัดการด้านการเกษตร แต่ยังไม่ทำเต็มที่ บางครอบครัวยังขาดความรู้ 3.ชอบซื้ออย่างเดียว ไม่มีการผลิตมาทดแทน เช่น ซื้อผัก มากกว่าที่จะปลูกกินเอง
4.ประชาชนยังไม่ค่อยช่วยเหลือกันเท่าไร ใครที่มีทรัพยากรมากกว่า จะเห็นแก่ตัว และบางคนอยากได้
5.ส่วนใหญ่คนที่มีความรู้ คนที่มีฐานะดี จะขาดคุณธรรม จริยธรรม ไม่เอื้อต่อกัน 6.ประชาชนบางคนมีความรู้แต่ศักยภาพมีไม่เพียงพอในการช่วยเหลือผู้อื่น

สภาพแวดล้อม :

1.มีการจัดการทรัพยากรน้ำไม่เหมาะสม
2.ยังมีบางกลุ่มที่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ทำให้ต้นทุนสูง 3.ไม่มีการปรับปรุงสภาพดิน เพราะขาดความรู้หรือรู้แต่ไม่ทำ 4.มีฐานเรียนรู้ในชุมชนหลายจุด แต่ไม่ยอมเข้าไปเรียนรู้เพราะไม่เชื่อ 5.ไม่ชอบเข้าร่วมกลุ่ม แต่เมื่อมีการแจกจ่ายปุ๋ยชีวภาพที่ผลิตขึ้นมา กลับขอใช้สิทธินั้นด้วย ซึ่งแสดงถึงความเห็นแก่ตัว

กลไก :

1.มีวัดเป็นฐานเรียนรู้ แต่กลุ่มบ้านบางแห่งอยู่ไกลเกินไป 2.หน่วยงานรัฐเริ่มให้การสนับสนุน แต่ยังไม่จริงจัง
3.ประชาชนยังยึดติดกับระบบการเมือง ยังมีการแบ่งฝ่ายในการพัฒนา

จุดหมาย/วัตถุประสงค์/เป้าหมาย

1.มีสภาผู้นำที่เข้มแข็ง 2.เพื่อให้ครัวเรือนเป้าหมายลดรายจ่ายด้วยทุนชุมชน

ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อความสำเร็จ/ตัวชี้วัด

1.สภาผู้นำมีการประชุมทุกเดือน
2.การประชุมสภาผู้นำแต่ละครั้ง มีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 3.การประชุมทุกครั้งมีการปรึกษาเรื่องการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมพัฒนาหมู่บ้านประเด็นอื่นๆ อย่างน้อย1 ประเด็น 4.มีครัวเรือนเป้าหมายเข้าร่วมกิจกรรม 100 ครัวเรือน (จากทั้งหมด 180 ครัว) 5.ครัวเรือนเป้าหมายเข้าร่วมกิจกรรมทุกครั้ง ร้อยละ 80 6.ครัวเรือนเป้าหมายลดรายจ่ายในครัวเรือน200 บาทต่อ เดือน ปีละ 2,400 บาท( ทั้งหมด 100 ครัวเรือนx 200 บาท = 20,000 บาทต่อเดือน ปีละ 240,000 บาท) 74.เกิดศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรชีวภาพ 1 แห่ง

วิธีการสำคัญ

กลวิธีที่เกี่ยวข้องกับคน กลุ่มคน

เสริมความรุ้และทักษะให้ประชาชนเกี่ยวกับเกษตรชีวภาพ
เน้นการจัดทำแผนครัวเรือนเพื่อลดรายได้ ส่งเสริมการพึ่งตนเอง
จัดทำกิจกรรมเป็นกลุ่มโดยชวนเข้ากลุ่มเพื่อทำกิจกรรมโดยความสมัครใจ
นำแนวทางของปราชญ์หรือแนววิถีภูมิปัญญา มาใช้ในการพัฒนาร่วมกัน
สร้างกระบวนเรียนรู้โดยนำวัสดุในท้องถิ่นมาร่วมพัฒนา

กลวิธีที่เกี่ยวข้องกับการปรับสภาพแวดล้อม

จัดกิจกรรมเรียนรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงสภาพดิน และการทำปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เอง
นำขยะที่เหลือใช้ในครัวเรือน ในชุมชนและเศษวัชพืช มาทำการย่อยสลายแล้วทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ
พัฒนาการเรียนรุู้โดยการจัดทำเป็นกลุ่มๆ ที่มีความถนัด
พัฒนาวัดให้เป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชน ทั้งเรื่องปุ๋ยชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพ สมุนไพรชุมชน
จัดให้มีการเรียนในโรงเรียนพร้อมกับหลักสูตรท้องถิ่น โดยใช้วัดเป็นศูนย์การเรียนรู้ จัดทำแผ่นป้ายความรู้และสื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

กลวิธีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและปรับปรุงกลไก

ใช้วัดเป็นแหล่งเรียนรู้ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่มาจากทุกภาคีเครือข่าย
มีการนำองค์ความรู้ปราชญ์ชุมชน และจัดทำเป็นศูนย์เรียนรู้ที่วัดทองพูนประสานหน่วยงานรัฐในพื้นที่ให้เป็นพี่เลี้ยงในการแก้ปัญหาตามโครงการ จัดให้วันพระ เป็นวันของการพัฒนาร่วมกัน และถ่ายทอดความรุ้ร่วมกัน
จัดให้มีสวัสดิการชุมชนเพื่อร่วมกันดูแลผู้สุงอายุในชุมชน ร่วมกันจัดทำแนวทางสร้างชีวิตพอเพียง

ปัจจัยนำเข้า

ทุนของชุมชน

จากการดำเนินในปี 2557 ที่ผ่านมา ชุมชนได้นำความรู้และภูมิปัญญา มาใช้ในการพัฒนาดังนี้ 1.ขยะจากครัวเรือน นำมาทำเป็นปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ 2.นำสมุนไพรมาทำน้ำยาเอนกประสงค์ สบู่น้ำยาซักผ้า
3.นำความรู้ด้านสมุนไพรมาใช้การดูแลสุขภาพ เช่น การต้มใบชุมเห็ดเทศ เพื่อแก้ท้องผูก
4.ผลิตปุ๋ยในการปลูกผัก ปลูกข้าว ทำนา โดยใช้น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมักชีวภาพจากเศษอาหารในครัวเรือน
5.มีฐานเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง ที่วัดทองพูน
6.พระช่วยสอนประชาชนให้ปฏิบัติธรรม และนำวิถีพุทธมาดำรงชีวิต

สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ จากการทำโครงการ ปี 2557 คือ 1.สบู่ขมิ้น เป็นการนำเอาขมิ้นมาทำสบู่ บำรุงผิว 2.แชมพูมะกรูด นำมะกรูดมาทำน้าสระผม ลดการนำสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย
3.น้ำยาอเนกประสงค์ ใช้มะนาว เพื่อลดไขมัน ทำให้สะอาด
4.สมุนไพรยาสีฟันสมุนไพร ใช้รากข่อย เป็นภูมิรู้ของบรรพบุรุษ 5.สมุนไพรไล่แมลงข่า สะเดาใบเทียม ฟ้าทะลายโจร กากน้ำตาล ฉีดไล่แมลงได้ดี หมักนาน 3 เดือน

งบประมาณ

1.งบประมาณสนับสนุนจาก สสส. จำนวน 197,400.00 บาท
2.งบประมาณสมทบจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 10,000.00 บาท

บาท
บุคลากร

ทรัพยากรบุคคล 1.พระกิตติศักดิ์สายพือ ปราชญ์ด้านสมุนไพร นำสมุนไพรมาช่วยรักษาในหมู่บ้าน 2.นายเชิง เย็นใสหมองู ช่วยรักษาผู้ที่ถูกงูกัด โดยใช้สมุนไพร 3.นางเวียง จงไกรจักรหมอนวดแผนโบราณ นวดบำบัดรักษาประชาชนที่มีปัญหาเรื่องระบบกล้ามเนื้อ 4.นายทำนอง สมัยปราชญ์ชุมชนด้านเศรษฐกิจพอเพียง นำความรู้มาสอนแนะนำประชาชน 5.นางเผ็กห้อง สมัย หมอตำแย ช่วยดูแลหญิงตั้งครรภ์ในชุมชน 6.นายแกบ พลายชุมพิธีกรทางศาสนา ช่วยอนุรักษ์ประเพณีและศาสนา 7.นายโกมล ป้องกันครูภูมิปัญญากลองยาวช่วยอนุรักษ์ประเพณีไทย 8.นายสมศักดิ์ ปิติสุขอาสาสมัครกู้ชีพ ช่วยเหลือประชาชนยามเจ็บป่วยฉุกเฉิน 9.นายชม ศรีสังข์ครูภูมิปัญญาหมอมโนราห์สืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้าน 10.นายอุดม นุ่นใฝครูภูมิปัญญาเพลงบอก สืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้าน 11.นายพร้อม ศรีระวังยศครูภูมิปัญญาด้านศิลปะ สืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้าน

ทรัพยากรอื่น

หน่วยงานที่ร่วมพัฒนา 1.ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยฯ ร่วมกันพัฒนาชุมชนโดยเป็นแกนนำหลักและที่ปรึกษาในการพัฒนา
2.สอบต. รับฟังความคิดเห็นและนำเสนอแผนพัฒนาชุมชน 3.กรรมการหมู่บ้าน ร่วมจัดทำแผนพัฒนา รับฟังความคิดเห็นและเป็นแกนนำหลักในการพัฒนา 4.กลุ่ม อสม.บ้านทองพูน ช่วยพัฒนาหมู่บ้าน ในด้านสุขภาพ ส่งเสริม ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการพัฒนาทุกรูปแบบ 5.พระวัดทองพูน ช่วยพัฒนายกระดับจิตใจของประชาชน และเป็นศูนย์รวมของหมู่บ้าน 6. อบต.เขาพระบาท ให้สนับสนุนงบประมาณพัฒนาโครงสร้าง การศึกษาและสุขภาพ 7.รพ.สต.เขาพระบาท ให้ความรู้ในการพัฒนาด้านสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
8.กลุ่มสตรีทองพูน เป็นกองทุนสวัสดิการในชุมชน 9.กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ระดมเงินออมในชุมชนเพื่อให้ทุกครัวเรือนรู้จักออม
10.กลุ่มจิตอาสาวัดทองพูน ให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยหรือเหตุฉุกเฉินในชุมชน
11.โรงเรียนวัดทองพูน ให้ความช่วยเหลือและเป็นที่ปรึกษาในชุมชน
12.กองทุนหลักประกันสุขภาพ ให้การสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาด้านสุขภาพ

ขั้นตอนทำงาน

  1. สภาชุมชนบ้านทองพูน
  2. สำรวจข้อมูล
  3. วิเคราะห์เส้นทางสร้างสุขบ้านทองพูน
  4. เวทีเปิดโครงการ
  5. ทุนชุมชนลดรายจ่าย
  6. เตาเผาถ่านชุมชนและน้ำส้มควันไม้
  7. เตาชีวมวล ลดรายจ่าย
  8. ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาที่วัดทองพูน
  9. สังฆทานดิน ร่วมสร้างสวัสดิการกลุ่มบ้านทองพูน
  10. ถอดบทเรียนการดำเนินกิจกรรม
  11. สรุปผลการดำเนินงาน
  12. การประชุมร่วมกับ สสส. สจรส.ม.อ. และพี่เลี้ยงผู้ติดตาม
  13. ทำป้ายสัญลักษณ์เขตปลอดบุหรี่ ถ่ายภาพกิจกรรม และจัดทำรายงาน

ผลผลิต

1.สภาผู้นำมีการประชุมทุกเดือน จำนวน 10 ครั้ง

2.การประชุมสภาผู้นำแต่ละครั้ง มีผู้เข้าร่วมประชุมมากว่าร้อยละ 85

3.การประชุมทุกครั้งมีการปรึกษาเรื่องการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมพัฒนาหมู่บ้าน

4.ครัวเรือนเป้าหมายเข้าร่วมกิจกรรม 100 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 100

5.ครัวเรือนเป้าหมายเข้าร่วมกิจกรรมทุกครั้ง ร้อยละ 95 (เป้าหมายร้อยละ85)

6.ครัวเรือนเป้าหมายลดรายจ่ายในครัวเรือน 500 บาท (เป้าหมาย 200บาทต่อเดือน)ปีละ 6,000 บาท ในภาพรวมชุมชน 100 ครัวเรือน x 500 บาท = 50,000 บาทต่อเดือน ปีละ 600,000 บาท

7.เกิดศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรชีวภาพ 1 แห่ง แหล่งเรียนรู้ด้านพลังงาน 1 แห่ง โดยใช้สถานที่วัดทองพูน

ผลลัพท์

1.มีการเรียนรู้การทำน้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมักชีวภาพ ถ่านน้ำส้มควันไม้ น้ำยาเอนกประสงค์ และมีการเรียนรู้การทำสมุนไพรโดยการแปรรูปมาทำสบู่ น้ำยาสระผม ทำให้ชุมชนมีการเรียนรู้กันตลอดเวลา และนำไปใช้ในบ้านของตนเอง เป็นการลดจ่าย บางส่วนที่เหลือก็ขายได้ เช่น ถ่านไม้

2.ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จ คือ การทำงานเป็นกลุ่ม และเห็นได้ชัดคือ กลุ่มเผาถ่าน และการทำปุ่ยชีวภาพ

3.ปัญหาที่พบในการดำเนินงานคือ การไม่ยอมรับกันบางส่วน มักเป็นเรื่องส่วนตัว หรือการไม่ยอมรับกันมาก่อนเข้าโครงการ แต่เมื่อทำกิจกรรมร่วมกันก็ทำกันได้ด้วยดี แต่เมื่ออยู่ในสังคมก็ไม่คุย ทำให้ได้ข้อคิดจากโครงการคือ การไม่ล้ำเส้นระหว่างกัน ทำได้แค่ไหนก็ทำแค่นั้น

4.การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากโครงการคือ 4.1 มีรายได้จากการเผาถ่านขาย กระสอบละ 100 บาท เฉลี่ยเดือนละ 20 กระสอบ เป็นเงิน 2,000 บาท
4.2 ปุ๋ยหมักทำไว้ใช้เอง ไม่ได้เอง ลดการซื้อปุ๋ยจากภายนอกได้ เฉลี่ยเดือนละ 500 บาท 4.3 น้ำยาเอนกประสงค์ สบู่ น้ำยาซักผ้า ประหยัดได้เดือนละ 125 บาท
4.4 มีสถานที่เรียนรู้คือวัด จากเดิมคนไม่เข้าวัดปัจจุบันเข้าวัด มาทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นการทำนุบำรุงศาสนา 4.5 มีการทำสังฆทานดิน ทำให้วัดเกิดรายได้ เป็นรายได้ที่นำมาพัฒนาวัด และร่วมกันทำบุญเต็มใจและศรัทธา 4.6 ครัวเรือนประหยัดรายได้ เดือนละ 500 บาท

5.สิ่งดีและสิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่เกิดจากโครงการ คือ 5.1 คน จากคนที่ไม่มีรายได้เสริม นอกจากการทำนา เดิมทำนาอย่างเดียว ตอนนี้มีรายได้จากการเผาถ่าน มีการรวมตัวกันทำกิจกรรม เดิมต่างคนต่างทำ 5.2 ชุมชน คนในชุมชนหันมาให้ความร่วมมือมากขึ้น สนใจให้ความสำคัญต่อกิจกรรมของชุมชน ประโยชน์จากโครงการนี้มีมาก 5.3 สิ่งแวดล้อม มีการลดการใช้สารเคมี คนหันมาทำปุ๋ยหมักใช้เอง น้ำหมักชีวภาพใช้เอง ทำให้ปรับปรุงสภาพดิน เพิ่มคุณภาพของผิวดิน ทำให้ดินร่วนซุย และไม่มีสารตกค้างในดิน

ผลกระทบ

การเปลี่ยนของคนและกลุ่มคนในชุมชน

ประชาชนมีความรู้และทักษะเกี่ยวกับเกษตรชีวภาพ ประชาชนพึ่งตนเอง ประหยัดลดรายจ่ายในครอบครัว
มีแนวทางการดำรงชีวิตพอเพียงด้วยวิถีภุมิปัญญา สร้างภูมิต้านทานให้กับครอบครัว ลดความขัดแย้งในชุมชน

การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เอื้อต่อชุมชนน่าอยู่

ประชาชนเรียนรู้การจัดการดิน น้ำ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทรัพยากรดิน น้ำ ได้รับการปรับปรุง และลดปริมาณการปนเปื้อนสารเคมี
มีแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน
ลดการใช้สารเคมีในภาคเกษตร มีแหล่งเรียนรุ้ที่วัดทองพูนและเป้็นศุนย์กลางการพัฒนา

การเปลี่ยนแปลงของกลไกในชุมชน

มีภาคีเครือข่ายร่วมทำงาน มีการใช้ชีวิตแบบวิถีพุทธ
มีการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง บนพื้นฐานภูมิปัญญา มีสวัสดิการชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

กลไกและวิธีการติดตามของชุมชน

1.คณะทำงานขอความร่วมมือจากบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นครูโรงเรียนอู่แก้ว รพสต.เขาพระบาท อบต.เขาพระบาท เข้าร่วมติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงาน กำหนด 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เดือนพฤศจิกายน 57 ครั้งที่ 2 เดือนมีนาคม 58ครั้งที่ 3 พฤษภาคม 58 โดยติดตามกิจกรรมดังนี้
-การทำเกษตรผสมผสาน สุ่ม 20 ครัวเรือน
-การทำบัญชีครัวเรือน สุ่ม 20 ครัว -การทำแผนครัวเรือน สุ่ม 20 ครัว -การปฏิบัติตามข้อบัญญัติชุมชน 50 ครัว -ติดตามกลุ่มปุ๋ยชุมชน 2 ครั้ง
-การเยี่ยมพื้นที่สีเขียวแปลงสาธิตของชุมชน 2 ครั้ง

2.คณะทำงาน ร่วมกันสรุปรายงานผลความก้าวหน้า เป็นประจำทุกเดือน

กลไกและวิธีการประเมินผลของชุมชน

1.มีการติตดามสม่ำเสมอในที่ประชุมประจำเดือน โดยมอบหมายให้ผู้รับผิดชอบโครงการ รายงานต่อที่ประชุม 2.มีการรายงานความก้าวหน้าให้ทราบ ในวันประชุมคณะทำงาน เดือนละ 1 ครั้ง เกี่ยวกับความก้าวหน้าและกิจกรรมที่ดำเนินการไปแล้ว รวมทั้งแผนในอนาคต 3.มีการติดตามประเมินผล โดยภาคีเครือข่าย จำนวน 3 ครั้ง เพื่อติดตามความก้าวหน้าของงานและเปรียบเทียบกับเป้าหมาย