ศูนย์เรียนรู้นาอินทรีย์ที่บ้านโคกแย้ม (ต่อเนื่อง)

แผนภาพเชิงระบบของโครงการ

สถานการณ์

สถานการณ์สุขภาวะ
  • บ้านโคกแย้มเป็นหมู่บ้านนี้มีพื้นที่มากที่สุด และมีการทำนาปีละ 2 ครั้ง เทศบาลตำบลนาท่อมสนับสนุนการทำนา และมีนโยบายให้ชุมชนทำนาอินทรีย์ จากการส่งเสริมของท้องถิ่น จากการส่งเริมของโครงการ สสส. ปี 1 จากปุ๋ยเคมีราคาแพง และจากภาวะราคาข้าวตกต่ำ คนทำนาจึงต้องการลดต้นทุนจึงเป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลงในภาวะวิกฤติเหล่านี้

  • จากการดำเนินการของโครงการ สสส. ปีที่1 ประชาชนได้เห็นนาตั้นแบบที่ 4 แบบ ที่เป้นการทำนาอินทรีย์และผลก็ปรากฏชัดว่าการใช้ปุ๋ยน้ำหมักและปูุ๋ยอินทรีย์หมักแห้ง ช่วยลดต้นทุน และไม่ได้ทำให้ผลผลิตลดลงแต่อย่างใด ส่วนนาต้นแบบของวิธีการทำนาพบว่านาโยนทำง่ายลดค่าแรงงาน ลดการใช้เมล็ดพันธ์ เช่นเดียวกับการทำนาข้าวต้นเดียว ซึ่งทั้ง 2 แบบนี้ ได้ผลผลิตเท่ากับนาดำทั่วไปที่ใช้แรงงาน และเมล็ดพันธุ์มากกว่า กล่าวคือนาหว่านน้ำตมใช้เมล็ดพันธุ์ 15-20 กก.ต่อไร่ นาดำ 12-15 กก.ต่อไร่ ส่วนนาโยนและนากล้าต้นเดียวใช้เมล้ดพันธุ์ 4 กก.ต่อไร่ ได้ผลผลิตที่ 400 กก.ต่อไร่ และข้าวที่ได้ได้นำมาจำหน่ายให้ประชาชนในหมู่บ้านทดลองกิน พบว่าข้าวจากนาอินทรีย์ทั้ง 4 แปลงมีความนุ่มกว่าข้าวที่ใช้ปุ๋ยเคมี(อ.สำราญ)ทั้งยังได้เรียนรู้ข้อมูลการใช้สารเคมีในการเกษตรของชุมชนซึ่งร้อยละ 76.02 ของครัวเรือน ในจำนวนครัวเรือนที่ใช้สารเคมียังพบว่าครัวเรือนที่ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชร้อยละ 11.37 ใช้สารเคมีคุมหญ้าร้อยละ 7.32ใช้สารเคมีกำจัดหอยเชอรี่ร้อยละ 6.50 ใช้สารเคมีกำจัดหนูร้อยละ 5.70 ใช้สารเคมีกำจัดปูนาร้อยละ 4.07ใช้สารเร่งการเติมโตของผักชนิดฉีดพ่นทางใบร้อยละ 2.44 ใช้สารกำจัดหนอนในพืชผักร้อยละ 1.62 และใช้ปุ๋ยเคมี ร้อยละ 60.97 มูลค่าของปุ๋ยเคมี 3.3 แสนบาท แม้ว่าปุ๋ยเคมีจะไปกระทบต่อสุขภาพโดยตรง แต่ปุ๋ยเคมีส่งผลกระทบต่อคุณภาพดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อมจากการสำรวจแปลงนาขณะที่มีน้ำขังเล็กน้อยก่อนเตรียมการทำนา พบว่าในแปลงนามีน้ำ ไม่มีพืชผักใดๆ ให้เป้นแหล่งอาหาร ไม่มีกุ้ง ไม่มีปลา พบปูนาเฉลี่ย 0.75 ตัวต่อไร่ พบซากปูนา เล็กน้อย พบซากหอยเชอรี่ และหอยเชอรี่ตัวเล็กใหญ่ จำนวนมาก

  • บ้านโคกแย้มสามารถสร้างสภาผู้นำชุมชนที่มาจากคณะกรรมการหมู่บ้านจำนวน 11 คน และมาจากการคัดเลือกจากผู้แทนกลุ่ม 6 คน ผู้แทนหย่อมบ้าน 3 คน รวมทั้งหมด 20 คน ที่เป็นกลไกหลักในการจัดการชุมชน และจัดการโครงการ นอกจากเกอดกลไกดังกล่าวแล้ว ยังมีผลผลิตจากโครงการที่เกิดกลุ่มเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อมจำนวน จำนวน 35 คน ซึ่งกลุ่มนี้ได้มีบทบาทในการร่วมกิจกรรมจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

  • อนึ่งการทำนาต้นแบบที่มีกลุ่มทำนาเป็นแกนนำ ยังผลให้สมาชิกกลุ่มทำนาได้เห็นผลการเปรียบเทียบความสำเร็จของนาต้นแบบ ทั้ง 4 แบบ และพร้อมที่จะขยายผลไปสู่นาของสมาชิกกลุ่ม

-คณะทำงานตามโครงการจึงนำเรื่องนี้สู่สภาผู้นำชุมชนให้พิจารณาเพื่อให้คนทำนาในพื้นที่นาของหมู่บ้านโคกแย้มได้ลดการใช้สารเคมีให้มากขึ้น ซึ่งสภาผู้นำชุมชนเห็นพ้องกันว่า หมู่บ้านนี้มีนามากที่สุด และสมควรจะเป็นพื้นที่ผลิตข้าวสำหรับคนนาท่อม และจะต้องผลิตข้าวอินทรีย์ โดยอาศัยกลุ่มเกษตรกรผู้ทำนาเป็นผู้ปฏิบัติให้เป็นจริงจากในระยะปีแรกได้ทำนาต้นแบบ และในระยปีที่ 2 ควรสนับสนให้มีการขยายผลการทำนาอินทรีย์เพิ่มขึ้น และให้มีการจัดเก็บข้อมูลการทำนาเพื่อสรุปเป็นองค์ความรู้ของชุมชน ให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่นาอินทรีย์เต็มพื้นที่ ผลิตข้าวอินทรีย์ที่ปลอดภัยสำหรับชุมชนต่อไป เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อน

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับ
คน :

ปัญหา 1. ประชาชนต่างคนต่างทำนาตามความเชื่อที่ส่งต่อๆ กันมา ไม่มีใครกล้าพอที่จะเปลี่ยนแปลงโดยอยู่บนความเสี่ยงของตนเองทั้งหมด 2. ประชาชนต่างคนต่างทำนาในแปลงนาเล็กๆจะต้องมีการรวมกลุ่มคน รวมพื้นที่ และปฏิบัติให้เหมือนการตามข้อตกลง

ปัจจัยเอื้อ 1. ประชาชนได้เห้นผลของการทำนาอินทรีย์แบบต่างๆ แล้ว จึงง่ายต่อการส่งเสริม ชักชวนให้มีจำนวนคน และจำนวนแปลงเพิ่มขึ้น 2. ประชาชนมีแรงจูงใจจากการส่งเสริมของท้องถิ่นอีกส่วนหนึ่ง และการทำนาอินทรีย์จะเป้นเงื่อนไขการขอสนับสนุนโรงสีข้าวขนาดเล็กจากเทศบาล 3. มีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ได้เข้าร่วมโครงการปี 2557 จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่าย(กลุ่ม)คนทำนาอินทรีย์ในช่วงเวลาโครงการต่อยอดปี 2

สภาพแวดล้อม :

ปัญหา 1. ประชาชนมีนาแปลงเล็ก ยากต่อการจัดการให้ปลอดสารเคมี ถ้าไม่มีการรวมกลุ่มคน รวมพื้นที่ และปฏิบัติให้เหมือนการตามข้อตกลง 2. ประชาชนไม่มีแหล่งปุ๋ยอินทรีย์ที่ตนเชื่อถือได้ และราคาไม่สูงมาก ปัจจัยเอื้อ 1. แปลงนาเป็นของเครือญาติไม่ยากต่อการรวมพื้นที่ 2. ตำบลมีโรงผลิตปุ๋ย สามารถขอใช้ให้กลุ่มผู้ทำนาผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อที่นาทดลองในโครงการได้ 3. นโยบายเกษตรอินทรีย์ ของเทศบาล นโยบายสุขภาพดีวิถีไทย นโยบายเมืองลุงบายใจ(ส่งเสริมการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม) นโยบายเหล่านี้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงความคิด

กลไก :

ปัญหา 1. ยังไม่มีกลุ่มที่ทำภาระกิจหรือกระบวนการนาอินทรีย์

ปัจจัยเอื้อ 1. กลุ่มทำนา สามารถปรับปรุงมาเป็นกลุ่มทำนาอินทรีย์ได้ในระดับหนึ่ง 2. สภาผู็นำชุมชนให้ความเห็นชอบที่จะผลักดันให้มีการทำนาอินทรีย์ในพื้นที่เพิ่มขึ้น

จุดหมาย/วัตถุประสงค์/เป้าหมาย

  1. เพื่อพัฒนาศักยภาพสภาผู้นำชุมชน
  2. เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการผลิตข้าวอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร
  3. เพื่อปรับสภาพแวดล้อนในชุมชนให้เอื้อต่อการส่งเสริมการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการแปรรูปข้าวอินทรีย์ชีวภาพ
  4. เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกิดกลไกการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้และกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
  5. เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้รับผิดชอบโครงการ และสนับสนุนการทำงานของโครงการ

ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อความสำเร็จ/ตัวชี้วัด

1.มีสภาผู้นำเดิม 20 คนและคัดเลือกเพิ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิในชุมชน จากภาครัฐ และท่องถิ่นให้ได้ไม่น้อยกว่า 25 คน

2.มีการประชุมอย่างเดือนละ 1 ครั้ง

3.แต่ละครั้งมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

4.การประชุมแต่ครั้งมีการปรึกษาหารือเรื่องโครงการและรื่องอื่นๆของ ชุมชน

5.มีการพัฒนาสภาผู้น้ำให้รู้และเข้าใจการจัดการชุมชนเข้มแข็ง 1. จำนวนสมาชิกสภาผู้นำที่มาจากกรรมการหมู่บ้าน และสมาชิก อบต. และตัวแทนชาวนา ร้อยละ 80 2. จำนวนหลักสูตรการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการจัดกระบวนการถ่ายทอดความรู้ไม่น้อยกว่า 3 หลักสูตร 3. จำนวนครัวเรือนในชุมชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ปรับพฤติกรรมโดยใช้สารเคมมีในการเกษตร (ประเมินโดยการสังเกตโดยคณะทำงานโครงการ ร่วมกับการสำรวจปริมาณการขายสารเคมีเพื่อการเกษตรของร้านค้าในชุมชน) 1. เกิดพื้นที่การผลิตข้าวอินทรีย์รวมของชุมชนเพื่อใช้เป็ยฐานในการสร้างธนาคารเมล็ดพันธุ์และการส่งเสริมการบริโภค ไม่น้อยกว่า 4 ไร่ 2. มีการจัดให้ร้านค้าในชุมชนจำหน่ายผลผลิตที่แปรรูปเป็นข้าวกล้อง ข้าวขาวอินทรีย์ อย่างน้อย 3 ร้าน 3. เกิดศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวอินทรย์ชีวภาพครบวงจร 1 ศูนย์ 1. เกิดสภาผู้นำร่วม 3 ฝ่ายประกอบด้วยภาครัฐภาคท้องถิ่น และตัวแทนจากหมู่บ้าน ในการบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้และพื้นที่สาธารณะเพื่อการผลิตเมล็ดพันธ์ 2. เกิดข้อตกลงร่วมภายในหมู่บ้านเกี่ยวกับการร่วมกลุ่มการผลิตและการจำหน่ายข้าวอินทรียชีวภาพ 1. มีการเข้าร่วมการประชุมกับ สสส. สจรส.ม.อ. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนครั้งที่จัด 2. มีการจัดทำป้าย "สถานที่นี้ปลอดบุหรี่" ติดตั้งในสถานที่จัดกิจกรรม 3. มีการถ่ายภาพการดำเนินงานทุกกิจกรรม 4. มีการจัดทำรายงานส่ง สสส. ตามระยะเวลาที่กำหนด

วิธีการสำคัญ

กลวิธีที่เกี่ยวข้องกับคน กลุ่มคน

  1. สนับสนุนให้ได้เรียนรู้การทำนาอินทรีย์ในทุกกระบวนการ
  2. สนับสนุนให้ได้เรียนรู้การตั้งกลุ่ม การจัดการกลุ่ม แหละหรือกองทุน แหละหรือวิสาหกิจชุมชน
  3. สนับสนุนให้ตระหนัก ในการใส่ใจต่อกระบวนการจัดสุขภาพสุขภาพชุมชน

กลวิธีที่เกี่ยวข้องกับการปรับสภาพแวดล้อม

สนับสนุนการรวมกลุ่ม การรวมพื้นทีทำนา สนับสนุนวิชาการการทำนาอินทรีย์ สนับสนุนให้มีแปลงนาทดลองเพื่อการเรียนรู้ สนับสนุนให้มีการเก็บข้อมูลทุกกระบวนการ

กลวิธีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและปรับปรุงกลไก

สนับสนุนให้มีกลุ่มเป็นกลไกขับเคลื่อนในเบื้องต้น สนับสนุนให้มีกองทุนเพื่อความมั่นคง ต่อเนื่อง ของการทำนาอินทรีย์ที่ทุ่งตาลก

ปัจจัยนำเข้า

ทุนของชุมชน

คน

บ้านโคกแย้มเป็นเป็นพื้นที่ทำนา ที่มีพื้นที่นามากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ทำการเกษตร(ทำนา)ทุกครอบครัวมีที่ดินเป็นของตนเอง มีพื้นที่บริเวณบ้าน มีคลองชลประทานไหลผ่าน 2 สาย มีน้ำใช้อุปโภค บริโภคเพียงพอตลอดปี
- อาจารย์สำราญ  ทองหวาน  ประธานแหล่งเรียนรู้ การทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพสูตรโบกาชิ
- นางทรงศรี  รุยันต์    ชำนาญการเพาะเสี้ยงด้วงสาคู  สาคูที่เหลือใช้จะเป็นวัสดุตั้งต้นนำมาทำปุ๋ยหมัก
- นายเคลือบ  บรีภักดี  อดีตผู้ใหญ่บ้าน  หมอทำขวัญ หมอประกอบพิธีการทางศาสนาพราหม - นางถนอมสิน  มิตรมุสิก  ปราชญ์ด้านข้าวซ้อมมือ - อาจารย์ สุกิจ วิทยารัฐ  ครูที่ได้รับความเคารพเชื่อถือของชุมชน

กลุ่ม องค์กร หน่วยงานและเครือข่าย

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนนาท่อม เทศบาลตำบลนาท่อม โรงเรียนวัดโคกแย้ม กลุ่มเกษตรกรผู้ทำนา กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ(ชลประทาน) กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มพัฒนาสตรี กลุ่ม อสม. กลุมเด็กเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม

วัฒนธรรม

  1. ประเพณีทำบุญเดือนสิบ
  2. ประเพณีตักบาตรวันปีใหม่
  3. งานบุญทอดป่าป่า ทอดกฐิน
  4. ประเพณีชักพระ
  5. ประเพณีลอยกระทง
  6. กีฬากลุ่มโรงเรียน
  7. ขนมจีน-กาแฟ ยามเช้า

วิถีชีวิต ภูมิปัญญาและเศรษฐกิจชุมชน

ภูมิปัญญาการใช้พืชผักพื้นบ้านประกอบอาหาร ภูมิปัญญาการทำปุ๋ยหมักสูตรโบกาฉิ แห้ง/น้ำ ภูมิปัญญาในการปลูก ตัดแต่ง ไม้ประดับ การจัดสวน ภูมิปัญญาการทำนาโยน/นากล้าต้นเดียว ภูมิปัญญาเมนูอาหารจากหอยเชอรี่ ภูมิปัญญาการเพาะเลี้ยงด้วงสาคู ภูมิปัญญาความเชื่อพิธิพกรรมทางศาสนาพราหม ทำขวัญข้าว/ ภูมิบ้าน/ ภูมินา

งบประมาณ

183425.00

บาท
บุคลากร
  1. นาง ไพเราะ เกตุชู
  2. นาง นวลจันทร์ คงสุด
  3. นาง สำราญ ทองหวาน
  4. นาง ลี่ คงนิล
  5. นาง ถนอมสิน มิตรมุสิก
  6. นางสาว ไพลิน ทิพย์สังข์


    แกนนำในชุมขน

  7. นายถาวร คงศรี เลขานุการนายกทศมนตรีตำบลนาท่อม ผู้มีประสบการณ์การบริหารโครงการ สสส

  8. นายสุกิจ วิทยารัฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโคกแย้ม
  9. นางเครือวัลย์ จีนลอย นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ
  10. นางทรงศรี รุยันต์  อสม.
  11. นางจรัสศรี  ชูเท้า  อสม.
ทรัพยากรอื่น

ศูนย์เรียนรู้ หรือกระบวนการเรียนรู้ หรือการจัดการความรู้ ในชุมชน

มีแหล่งเรียนรู้ปุ๋ยหมักสูตรโบกาฉิ
มีแหล่งเรียนรู้สวนป่าวัดโคกแย้ม มีแหล่งเรียนรู้สวนยางอินทรีย์ ส่วนกระบวนการจัดการความรู้ในชุมชนเน้นการประชุมร่วม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเองในระดับชุมชน การเรียนรู้ร่วมกับการจัดกิจกรรมเชิงบูรณาการกับหน่วยงาน องค์กรอื่นๆที่เข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่, การให้โอกาสแกนนำได้เข้าร่วมพัฒนาศักยภาพกับโครงการของเครือข่ายเกี่ยวข้องทั้งในระดับจังหวัด ต่างจังหวัด

การทำงานร่วมกัน หรือกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน

การร่วมประชุมประจำเดือน
การร่วมประชุมตามกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มกิจกรรมที่มีในพื้นที่ ในกิจกรรมทั้งส่วนรวม และกิจกรรมส่วนตัว ซึ่งเป็นวิธีการ หรือกระบวนการในการสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน แม้กระทั่งการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเช่นกลุ่มออมทรัพย์

เครือข่ายเศรษฐกิจชุมชน

กองทุนออมทรัพย์(สัจจะ) กองทุนหมู่บ้าน กองทุนสวัสดิการ(ระดับตำบลที่ชุมชนเข้าถึงได้) กองทุนสุขภาพตำบล(ระดับตำบลที่ชุมชนเข้าถึงได้)

ขั้นตอนทำงาน

  1. ประชุมคณะทำงานและสภาผู้นำชุมชน
  2. สำรวจข้อมูลเพื่อทำแผนที่ภูิมนิเวศท้องนา
  3. เวทีคืนข้อมูลระบบภูมินิเวศนาให้ชุมชน
  4. พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้กระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร
  5. กิจกรรมชวนน้องลงนา พัฒนาพื้นที่นาแปลงรวมเพื่อการผลิตข้าวชุมชน
  6. การสร้างกระบวนการเรียนรู้กระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ครบวงจร
  7. การเรียนรู้กระบวนการแปรรูปข้าว
  8. กิจกรรมจัดตั้งกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์
  9. รวมพลคนรักษ์ข้าวอินทรีย์ มีธนาคารเมล็ดพันธุ์
  10. สร้างกลไกการขับเคลื่อนนาอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร
  11. เวทีรับฟังความคิดเห็นแนวทางการบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้
  12. สรุปประเมินผลและจัดทำชุดความรู้
  13. พัฒนาสภาผู้นำชุมชน
  14. การประชุมร่วมกับ สสส. สจรส.ม.อ. และพี่เลี้ยงผู้ติดตาม
  15. ทำป้ายสัญลักษณ์เขตปลอดบุหรี่ ถ่ายภาพกิจกรรม และจัดทำรายงาน

ผลผลิต

    1. พัฒนาสภาผู้นำชุมชนให้มีความเข้มแข็ง รู้จักแก้ปัญหา จำนวน 25 คน
  1. มีการกำกับติดตามให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามตารางกิจกรรม
  2. ได้แผนที่ทำมือระบบภูมินิเวศทุ่งนาบ้านโคกแย้ม เพื่อใช้ในการคืนข้อมูลให้ชุมชนได้ทราบสภาพปัจจุบันของการทำนาและระบบภูมินิเวศที่เกี่ยวข้อง
    1. ประชาชนในพื้นที่เกิดการรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมและวิถีการผลิตของชุมชนบนฐานนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป
  3. ได้แกนนำที่จะเข้าร่วมการเรียนรู้เพื่อปรับพฤติกรรมการผลิต
  4. ได้หลักสูตรการเรียนรู้เพื่อใช้ในศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้และฐานทรัพยากรของชุมชนเอง ที่คนทุกกลุ่ม ทุกวัย สามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้จริง
    1. เกิดกลุ่มเยาวชนต้นกล้าผลิตข้าวอินทรีย์
  5. เกิดกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมระหว่างเยาวชนและผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน
  6. เกิดแปลงนาอินทรีย์ชีวภาพต้นแบบแปลงรวม
  7. มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตข้าวที่ใช้เคมีมาเป็นการทำนาอินทรีย์ครบวงจร ไม่น้อยกว่า 60 ไร่
  8. ได้เรียนรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์
  9. เกิดการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการแปรรูป
  10. เกิดธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชน เกิดกระบวนการเรียนรู้การเก็บเกี่ยว และเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าว
  11. เกิดร่างแนวทางการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้การบริหารจัดการธนาคารเมล็ดพันธุ์ และการบริหารจัดการกลุ่มข้าวอินทรีย์ให้มีร้านขายข้าวในชุมชนชุมชน
  12. เกิดกระบวนการเรียนรู้แลกเปลี่ยนระหว่างคนในชุมชน

ได้ข้อตกลง ร่วมแนวทางการบริหารจัดการศุนย์เรียนรู้และอื่น ๆที่เกี่ยวข้องกับการสร้างให้ชุมชนเข้มแข็ง 12. ได้ชุดความรู้การขับเคลื่อนชุมชนสู่ชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ที่บ้านโคกแย้ม 1 ชุด 13. สมาชิกสภาผู้นำชุมชน 25คน มีความรู้ด้านการจัดการชุมชนเข้มแข็ง ด้วยตนเอง

ผลลัพท์

    1. พัฒนาสภาผู้นำชุมชนให้มีความเข้มแข็ง รู้จักแก้ปัญหา จำนวน 25 คน
  1. มีการกำกับติดตามให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามตารางกิจกรรม
  2. ได้แผนที่ทำมือระบบภูมินิเวศทุ่งนาบ้านโคกแย้ม เพื่อใช้ในการคืนข้อมูลให้ชุมชนได้ทราบสภาพปัจจุบันของการทำนาและระบบภูมินิเวศที่เกี่ยวข้อง
    1. ประชาชนในพื้นที่เกิดการรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมและวิถีการผลิตของชุมชนบนฐานนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป
  3. ได้แกนนำที่จะเข้าร่วมการเรียนรู้เพื่อปรับพฤติกรรมการผลิต
  4. ได้หลักสูตรการเรียนรู้เพื่อใช้ในศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้และฐานทรัพยากรของชุมชนเอง ที่คนทุกกลุ่ม ทุกวัย สามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้จริง
    1. เกิดกลุ่มเยาวชนต้นกล้าผลิตข้าวอินทรีย์
  5. เกิดกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมระหว่างเยาวชนและผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน
  6. เกิดแปลงนาอินทรีย์ชีวภาพต้นแบบแปลงรวม
  7. มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตข้าวที่ใช้เคมีมาเป็นการทำนาอินทรีย์ครบวงจร ไม่น้อยกว่า 60 ไร่
  8. ได้เรียนรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์
  9. เกิดการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการแปรรูป
  10. เกิดธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชน เกิดกระบวนการเรียนรู้การเก็บเกี่ยว และเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าว
  11. เกิดร่างแนวทางการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้การบริหารจัดการธนาคารเมล็ดพันธุ์ และการบริหารจัดการกลุ่มข้าวอินทรีย์ให้มีร้านขายข้าวในชุมชนชุมชน
  12. เกิดกระบวนการเรียนรู้แลกเปลี่ยนระหว่างคนในชุมชน

ได้ข้อตกลง ร่วมแนวทางการบริหารจัดการศุนย์เรียนรู้และอื่น ๆที่เกี่ยวข้องกับการสร้างให้ชุมชนเข้มแข็ง 12. ได้ชุดความรู้การขับเคลื่อนชุมชนสู่ชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ที่บ้านโคกแย้ม 1 ชุด 13. สมาชิกสภาผู้นำชุมชน 25คน มีความรู้ด้านการจัดการชุมชนเข้มแข็ง ด้วยตนเอง

ผลกระทบ

การเปลี่ยนของคนและกลุ่มคนในชุมชน

  1. คนเข้าใจถึงความจำเป้นที่ต้องเปลี่ยนมาทำนาอินทรีย์
  2. คนการรวมกลุ่มและเข้่าใจในการจัดการระบบกลุ่ม
  3. คนมีทำงานเพิ่มขึ้นจากกระบวนการแปรรูปผลผลิต

การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เอื้อต่อชุมชนน่าอยู่

  1. มีแปลงนาต้นแบบที่ทดลองทำ ให้สมาชิกกลุ่ม และชุมชนได้เรียนรู้
  2. มีกลุ่มให้สมาชิกร่วมกันจัดการ
  3. มีผลผลิตให้คนในชุมชนได้อาหารปลอดภัย
  4. ในระยะยาวสิ่งแวกล้อมจะดีขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของกลไกในชุมชน

เกิดกลุ่มที่มีโครงสร้าง และหน้าที่ชัด เกิดกลุ่มสนับสนุนการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

กลไกและวิธีการติดตามของชุมชน

  1. ใช้กระบวนการการประชุมคณะทำงาน เดือนละครั้ง ในการสรุปติดตามประเมินผลการดำเนินงานและกำหนดแนวทางในดำเนินงานโครงการ และจัดทำแผนงานกิจกรรม ทบทวนการดำเนินงาน ปรึกษา หารือ แก้ไข ติดตามประเมินโครงการอย่างต่อเนื่อง
  2. ประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ สรุป และรายงานผลต่อชุมชน ในรูปแบบการบอกกล่าวผ่านเวทีสรุปผลงานจัดทำป้ายนิทรรศการ และเขียนรายงานการสรุปเสนอ สสส.

กลไกและวิธีการประเมินผลของชุมชน

  1. ใช้กระบวนการการประชุมคณะทำงาน เดือนละครั้ง ในการสรุปติดตามประเมินผลการดำเนินงานและกำหนดแนวทางในดำเนินงานโครงการ และจัดทำแผนงานกิจกรรม ทบทวนการดำเนินงาน ปรึกษา หารือ แก้ไข ติดตามประเมินโครงการอย่างต่อเนื่อง
  2. ประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ สรุป และรายงานผลต่อชุมชน ในรูปแบบการบอกกล่าวผ่านเวทีสรุปผลงานจัดทำป้ายนิทรรศการ และเขียนรายงานการสรุปเสนอ สสส.