ศูนย์การเรียนรู้การผลิตข้าวสังหยดอินทรีชีวภาพครบวงจรเพื่อขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นให้น่าอยู่ที่บ้านควนพัง (ต่อเนื่องปี2)

แผนภาพเชิงระบบของโครงการ

สถานการณ์

สถานการณ์สุขภาวะ

จากการดำเนินงานกิจกรรมที่ผ่านมา ปี 2557 จากการสรุปข้อมูลพบว่า ครัวเรือนแกนนำ 30 ครัวเรือน มีการเปลี่ยนวิถีการปลูกข้าว จากการปลูกข้าวพันธุ์ กข. หรือข้าวหอมมะลิ มาปลูกข้าวสังข์หยด ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และปรับวิธีการปลูกเป็นเกษตรอินทรีย์มีการทำปุ๋ยหมักใช้เองหันมาใช้สมุนไพรในการไล่แมลงศัตรูพืช และมีประชาชน 100 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้น มีการเรียนรู้ในการพัฒนาชุนชนลดการใช้เคมีในการเกษตรและร่วมกันปรับปรุงฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อกระบวนการผลิตอาหารจากชุมชน จากกิจกรรมที่ผ่านมาส่งผลทุกคนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้วิธีการพัฒนาคุณภาพชีวิต การเพิ่มความสุขในชุมชน ปีที่ผ่านมากิจกรรมดังกล่าว ยังขยายกลุ่มไปยังกลุ่มที่เคยเปลี่ยนนาร้างไปเป็นสวนยางและสวนปล์าม ให้หันกลับมาปลูกข้าวทำนา ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลควนพัง และเกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์ เป็นอย่างดี ตลอดเวลา 1 ปี ได้มีการเพิ่มจำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ จาก 40 ครัวเรือน เพิ่มเป็น 100 ครัวเรือน ทุกคนเห็นด้วยว่ากิจกรรมตามโครงการเหมาะสม เป็นสิ่งที่ดีที่นำมาพัฒนาหมู่บ้าน ทำให้ประชาชนได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อวิถีเกษตรปลอดภัย

ผลที่ลัพธ์ที่เกิดจากปี 2557 พบว่า 1.มีองค์ความรู้เกิดขึ้นเป็นองค์ความรู้เรื่องการปลูกข้าวสังข์หยดอินทรีชีวภาพ องค์ความรู้เกี่ยวกับน้ำหมักผัก-ผลไม้รวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำน้ำหมักชีวภาพสูตรไล่แมลง 2.มีปราชญ์หรือผู้รู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และมีวิทยากรกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน เกิดฐานเรียนรู้ คือ 1.ฐานเรียนรู้เรื่องปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ 2.ฐานเรียนรู้การปรับปรุงดินและน้ำ3.ฐานเรียนรู้การปลูกผักปลอดสารพิษ 4.ฐานสมุนไพรเพื่อใช้ในการเกษตร

อย่างไรก็ตามแม้ว่าการดำเนินโครงการในปี 2557 จะได้ผลตามที่ต้องการ แต่ในสภาพความเป็นจริงของชุมชนก็ยัมีกลุ่มคนอีกหลายกลุ่ม มีพื้นที่อีกหลายกลุ่มบ้านที่ต้องการการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพการทำนา ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักของหมู่บ้านประกอบกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ราคาผลผลิตทางการเกษตรคือยางพาราและปาล์มน้ำมันมีราคาตกต่ำยิ่งทำให้ครัวเรือนหลายครัวเรือนเริ่มเกิดปัญหาหนี้สิน เกิดทุข์ภาวะ ลุกลามไปถึงสภาพสังคมที่เริ่มแตกแยกกิจกรรมร่วม หรือกิจกรรมจิตอาสาที่เคยเกิดขึ้นลดลงไปเป็นอันมาก

จากผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาเมื่อนำมาพิจารณากับสภาพปัญหาด้านเศรษฐกิจในปัจจุบันคณะทำงานโครงการจึงมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะดำเนินโครงการข้าวสังข์หยดอินทรีย์บ้านควนพังต่อไป โดยจากเดิมที่ทำเพียงแค่กระบวนการปลูกข้าวมาเป็นการยกระดับในเชิงกระบวนการให้ครอบคลุม ตั้งแต่กระบวนการก่อนปลูกกระบวนการปลูกกระบวนการเก็บเกี่ยวและกระบวนการแปรรูปผลผลิตโดยจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจรที่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ที่เป็นชาวนามาร่วมกันเรียนรู้ร่วมกันผลิตร่วมกันจำหน่ายผลที่จะเกิดขึ้นคือเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนสภาพแวดล้อมโดยรวมก็จะได้รับการปรับเปลี่ยทั้งในทางกายภาพ คือผืนดินที่จะกลับมาอุดมสมบูรณื และในทางตัวชาวนาที่จะไม่ต้องเสี่ยงกับโรคภัยที่เกิดจากสารเคมีและที่สำคัญเมื่อผลผลิตดี มีการรวมกลุ่มผลิตและจำหน่ายก็จะทำให้รายได้ของครัวเรือนดีขึ้น คนก็จะมีสุขภาวะมากขึ้นชุมชนก็จะเข้มแข็งและเป็นชุมชนท้องถิ่นที่น่าอยู่

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับ
คน :

ปัจจัยด้านคนที่ยังเป็นปัญหา ประกอบด้วย 1. คนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในกระบวนการก่อนการผลิตข้าวและกระบวนการแปรรูป มีเพียงองค์ความรู้ที่จะผลิต ทำให้ผลผลิตที่ได้ยังมีราคาถูก 2. พฤติกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับการใช้สารเคมีในนาข้าวที่จะให้ผลผลิตดี
3. พฤติกรรมและความเชื่อที่ว่าการทำนาปีละหลาย ๆ ครั้งจะทำให้ได้รายได้มาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยิ่งทำมากยิ่งจน เพราะยังใช้กระบวนการรผลิตแบบเดิมๆ

ส่วนปัจจัยที่เอื้อต่อการแก้ปัญหานั้นประกอบด้วย 1. องค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตข้าวอินทรย์ชีวภาพที่ได้รับการทดลองและพิสูจน์มาแล้วในปีที่ผ่านมา 2. มีบุคคลต้นแบบและพื้นที่ตัวอย่างในการสร้งรูปธรรมที่ชัดเจนในการปรับทัศนคติและความเชื่อเดิมๆ ของชาวบ้าน

สภาพแวดล้อม :

ปัจจัยที่เป็นปัญหาประกอบด้วย 1. วิถีการทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยว เมื่อผลผลิตราคาต่ำส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย เพราะคนถูกสอนให้ผลิตอย่างเดียว 2.ไม่มีตลาดรองรับผลผลิตอย่างจริงจัง
3.สภาพของดินเปรี้ยว ดินกรด น้ำเปรี้ยว เพราะเกิดจากการสะสมของสารเคมีดินที่มีสารสารเคมีปนเปื้อนมากเกินไป ทำลายแร่ธาตุในดินและพืชเป็นโรคมาก
4.การเสพสื่อที่ทันสมัยเกิดการโฆษณามากเกินความจริง ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ และใช้ผลิตภัณฑ์ทางเคมีมากเกินไป

ปัจจัยที่เอื้อ
1.จากการดำเนินงานโครงการที่ผ่านมาเกิดฐานเรียนรู้ คือ
1.ฐานเรียนรู้เรื่องปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ
2.ฐานเรียนรู้การปรับปรุงดินและน้ำ 3.ฐานเรียนรู้การปลูกผักปลอดสารพิษ
4.ฐานสมุนไพรเพื่อใช้ในการเกษตร

กลไก :

ปัจจัยที่ยังคงเป็นสาเหตุของปัญหา ประกอบด้วย 1.หน่วยงานภาครัฐที่เข้ามาส่งเสริมยังคงส่งเสริมแบบให้ปลา ไม่ได้ส่งเสริมแบบให้คันเบ็ตเพื่อหาปลา 2.ไม่มีกลไกการส่งเสริมการตลาดชุมชน
3.ไม่มีกระบวนการรับซื้อผลผลิตอย่างเป็นระบบ 5.มีการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจแต่ไม่ต่อเนื่อง และไม่ได้ทำทุกครัวเรือน

ปัจจัยที่เอื้อต่อการดำเนินโครงการประกอบด้วย 1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจและผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งพร้อมจะหนุนเสริมและเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนโครงการ 2. หน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะสำนักงานเกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์พร้อมหนุนเสริมการทำงาน 3. ในปีที่ผ่านมาได้สร้างฐานกลุ่มเครือข่ายในชุมชนที่เปลี่ยนวิถีการผลิตเป็นเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 40 ครัวเือน ซึ่งพร้อมจะเป็นกลไกการขับเคลื่อนงานในหมู่บ้าน

จุดหมาย/วัตถุประสงค์/เป้าหมาย

  1. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้มีเศรษฐกิจครัวเรือนดีขึ้นด้วยวิถีการผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร
  2. เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร
  3. เพื่อปรับสภาพแวดล้อนในชุมชนให้เอื้อต่อการส่ง้สริมการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการแปรรูปข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพ
  4. เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกิดกลไกการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้และกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
  5. เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้รับผิดชอบโครงการ และสนับสนุนการทำงานของโครงการ

ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อความสำเร็จ/ตัวชี้วัด

  1. จำนวนครัวเรือนที่ปรับเปลี่ยนจากการทำสวยยาง สวนปาล์ม มาทำนาอินทรีย์ชีวภาพ ไม่น้อยกว่า 30 ครัวเรือน
  2. รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้เฉลี่ยนก่อนเข้าร่วมโครงการ(ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน)
  3. เกิดศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร 1 ศูนย์
  4. จำนวนจำนวนสมาชิกสภาผู้นำที่มาจากกรรมการหมู่บ้าน และสมาชิก อบต. และตัวแทนชาวนา ร้อยละ 80
  5. จำนวนหลักสูตรการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการจัดกระบวนการถ่ายทอดความรู้ไม่น้อยกว่า 3 หลักสูตร
  6. จำนวนครัวเรือนในชุมชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ปรับพฤติกรรมโดยใช้สารเคมมีในการเกษตร (ประเมินโดยการสังเกตโดยคณะทำงานโครงการ ร่วมกับการสำรวจปริมาณการขายสารเคมีเพื่อการเกษตรของร้านค้าในชุมชน)
  7. เกิดพื้นที่การผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์รวมของชุมชนเพื่อใช้เป็ยฐานในการสร้างธนาคารเมล็ดพันธุ์และการส่งเสริมการบริโภค ไม่น้อยกว่า 10 ไร่
  8. มีการจัดตลาดนัดชุมชนเพื่อการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าวสังข์ยหดอินทรีย์ อย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง
  9. เกิดศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวสังข์หยดอินทรย์ชีวภาพครบวงจร 1 ศูนย์
  10. เกิดสภาผู้นำร่วม 3 ฝ่ายประกอบด้วยภาครัฐภาคท้องถิ่น และตัวแทนจากหมู่บ้าน ในการบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้ตลาดกลาง และพื้นที่สาธารณะเพื่อการผลิตเมล็ดพันธ์
  11. เกิดข้อตกลงร่วมภายในหมู่บ้านเกี่ยวกับการร่วมกลุ่มการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพ
  12. มีการเข้าร่วมการประชุมกับ สสส. สจรส.ม.อ. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนครั้งที่จัด
  13. มีการจัดทำป้าย "สถานที่นี้ปลอดบุหรี่" ติดตั้งในสถานที่จัดกิจกรรม
  14. มีการถ่ายภาพการดำเนินงานทุกกิจกรรม
  15. มีการจัดทำรายงานส่ง สสส. ตามระยะเวลาที่กำหนด

วิธีการสำคัญ

กลวิธีที่เกี่ยวข้องกับคน กลุ่มคน

พัฒนาและยกระดับการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การปรับพฤติกรรมการผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจรตั้งแต่ 1. การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการปับปรุงดินปรับปรุงน้ำปรับปรุงสภาพแวดล้อมคันนาให้พร้อมสำหรับการผลิต 2. การเรียนรู้กระบวนการปลูกการใช้น้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพที่ต้องเรียนรู้และใช้จริงในแปลงนาของต้นเอง 3. การเรียนรู้กระวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้สามารถเพิ่มมูลค่าในทางเศรษฐกิจได้ 4. การเรียนรู้การรวมกลุ่มและการบริหารจัดการกลุ่มเพื่อการผลิตและการจำหน่าย

กลวิธีที่เกี่ยวข้องกับการปรับสภาพแวดล้อม

ปรับสภาพแวดล้อมในชุมชนให้เอื้อต่อการเรียนรู้และการปรับพฤติกรรมไปสู้ชุมชนสีเขียว โดย 1. พัฒนาศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ปฏิบัติการจริงขิงหมู่บ้าน 2. พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายเหมาะสมกับคนทุกกลุ่มในหมู่บ้าน 3. สร้างพื้นที่สาธารณะร่วมในการผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์เพื่อเป็นแหล่งทุนรวม และแหล่งความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสได้ทำอาชีพทำนาได้มีโอกาสมีส่วนร่วมและได้บริโภคข้าวอินทรีย์ชีวภาพที่ปลอดภัยด้วย 4. จัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์และโรงสีข้าวชุมชน เพื่อเป็นฐานที่มั่นอันสำคัญให้วิถีการผลิตข้าวสัข์หยดอินทรีย์ชีวภาพของบ้านควนพังสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน

กลวิธีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและปรับปรุงกลไก

การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องดำเนินการ โดย 1. พัฒนาการรรวมกลุ่มเพื่อการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพ 2. พัฒนากลไกคณะทำงานกลางของหมู่บ้านในการดูแลศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีชีวภาพครบวงจร 3. สร้างตลาดกลางการผลิตและจำหน่ายข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพ เป็นกลไกการตลาดเพื่อการต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง

ปัจจัยนำเข้า

ทุนของชุมชน

คน

  1. นายวิชม จันทร์บุญแก้ว ปราชญ์ชาวบ้าน
  2. นายสมโชค ศรีสุรางค์ ผู้ใหญ่บ้าน
  3. นางเกษร พงค์ไพศาล ครู

กลุ่ม องค์กร หน่วยงานและเครือข่าย

  1. องค์การบริหารส่วนตำบลควนพัง
  2. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลควนพัง
  3. กลุ่มผู้สูงอายุ
  4. กลุ่มมั่งมีสังฆภัณฑ์
  5. กลุ่มผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพหมู่ที่ 2 บ้านควนพัง

วัฒนธรรม

  1. ทำบุญตักบาตรวันขึ้นปีใหม่
  2. ชมรมผู้สูงอายุทอดกฐินตามประเพณีทุกปี
  3. ประเพณีลอยกระทง
  4. ประเพณีชักพระ

วิถีชีวิต ภูมิปัญญาและเศรษฐกิจชุมชน

  1. ทำข้าวกล้องด้วยการสีมือ
  2. ทำน้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยหมักชีวภาพ
  3. ทำน้ำยาอเนกประสงค์จากวัตถุดิบท้องถิ่น
  4. การใช้กิจกรรมการแปรรูปข้าวสังหยดเป็นท่าออกกำลังกายของกลุ่มผู้สูงอายุ
งบประมาณ

212100.00

บาท
บุคลากร
  1. นาง วิมล ส้มนิ่ม
  2. นาง ต้อย ห่อทอง
  3. นาง จิรนันท์ เศรษฐรักษา
  4. นางสาว มลิวัลย์ ห่อทอง
  5. นาง เมตตา จันทร์บุญแก้ว
  6. นางสาว สุวิมล สืบสาย


    แกนนำในชุมขน

  7. นายวิธาน ศรีสุรางค์ ประธานสภา อบต.ตำบลควนพัง

  8. นางพรสุดา วรรณสุข เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม.
  9. นางนงค์ณภัส ชาญณรงค์ พยาบาลวิชาชีพ
  10. นายวิชม จันทร์บุญแก้ว ปราชญ์ชาวบ้าน
ทรัพยากรอื่น

ศูนย์เรียนรู้ หรือกระบวนการเรียนรู้ หรือการจัดการความรู้ ในชุมชน

ไม่มี

การทำงานร่วมกัน หรือกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน

  1. มีประชุมหมู่บ้านเป็นประจำทุกเดือน
  2. กลุ่มทำปุ๋ยหมัก
  3. กลุ่มทำเครื่องสังฆภัณฑ์

เครือข่ายเศรษฐกิจชุมชน

  1. กองทุนข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพบ้านควนข่อย 2.กองทุนหมู่บ้าน 3.กองทุนออมทรัพย์ 4.กองทุนกลุ่มเลี้ยงโค

ขั้นตอนทำงาน

  1. ประชุมคณะทำงานและแกนนำในชุมชน
  2. สำรวจข้อมูลเพื่อทำแผนที่นิเวศท้องนา
  3. เวทีคืนข้อมูลระบบนิเวศนาให้ชุมชน
  4. พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้กระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร
  5. กิจกรรมลงแขกพัฒนาศูนย์เรียนรู้
  6. กิจกรรมชวนน้องลงนา พัฒนาพื้นที่สาธารณะเพื่อการผลิตข้าวชุมชน
  7. การสร้างกระบวนการเรียนรู้กระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ครบวงจร
  8. การเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว
  9. กิจกรรมจัดตั้งกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์
  10. รวมพลคนรักษ์ข้าวอินทรีย์ มีธนาคารเมล็ดพันธุ์
  11. สร้างกลไกการขับเคลื่อข้างสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร
  12. เวทีรับฟังความคิดเห็นแนวทางการบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้
  13. สรุปประเมินผลและจัดทำชุดความรู้
  14. การประชุมร่วมกับ สสส. สจรส.ม.อ. และพี่เลี้ยงผู้ติดตาม
  15. ทำป้ายสัญลักษณ์เขตปลอดบุหรี่ ถ่ายภาพกิจกรรม และจัดทำรายงาน

ผลผลิต

  1. 1.พัฒนาแกนนำในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง รู้จักแก้ปัญหา จำนวน 20 คน 2.มีการกำกับติดตามให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามตารางกิจกรรม
  2. ได้แผนที่ทำมือระบบนิเวศนาบ้านควนพัง เพื่อใช้ในการคืนข้อมูลให้ชุมชนได้ทราบสภาพปัจจุบันของการทำนาและระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง
    1. ประชาชนในพื้นที่เกิดการรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมและวิถีการผลิตของชุมชนบนฐานนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป
  3. ได้แกนนำที่จะเข้าร่วมการเรียนรู้เพื่อปรับพฤติกรรมการผลิต
  4. ได้หลักสูตรการเรียนรู้เพื่อใช้ในศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้และฐานทรัพยากรของชุมชนเอง ที่คนทุกกลุ่ม ทุกวัย สามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้จริง
  5. ได้ศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร 1 ศูนย์ที่สามารถใช้เป็นที่เรียนรู้ของคนในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง
    1. เกิดกลุ่มเยาวชนต้นกล้าผลิตข้าวอินทรีย์
  6. เกิดกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมระหว่างเยาวชนและผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน
  7. เกิดแปลงนาอินทรีย์ชีวภาพต้นแบบ
  8. มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตข้าวที่ใช้เคมีมาเป็นการทำนาอินทรีย์ครบวงจร ไม่น้อยกว่า 200 ไร่
    1. ได้รับความรู้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์
  9. เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ของชุมชนในการเพิ่มมูลค่าของผลผลิต
  10. เกิดการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการแปรรูปผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 3 กลุ่ม
  11. เกิดธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชน เกิดกระบวนการเรียนรู้การเก็บเกี่ยว และเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าว
  12. เกิดร่างแนวทางการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้การบริหารจัดการธนาคารเมล็ดพันธุ์ และการบริหารจัดการตลาดกลางข้าวอินทรีย์ชุมชน

มีคณะทำงานที่มาจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมดำเนินงาน 12. เกิดกระบวนการเรียนรู้แลกเปลี่ยนระหว่างคนในชุมชน

ได้ข้อตกลง ร่วมแนวทางการบริหารจัดการศุนย์เรียนรู้และอื่น ๆที่เกี่ยวข้องกับการสร้างให้ชุมชนเข้มแข็ง 13. ได้ชุดความรู้การขับเคลื่อนชุมชนสู่ชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ที่บ้านควนพัง 1 ชุด

ผลลัพท์

  1. 1.พัฒนาแกนนำในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง รู้จักแก้ปัญหา จำนวน 20 คน 2.มีการกำกับติดตามให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามตารางกิจกรรม
  2. ได้แผนที่ทำมือระบบนิเวศนาบ้านควนพัง เพื่อใช้ในการคืนข้อมูลให้ชุมชนได้ทราบสภาพปัจจุบันของการทำนาและระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง
    1. ประชาชนในพื้นที่เกิดการรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมและวิถีการผลิตของชุมชนบนฐานนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป
  3. ได้แกนนำที่จะเข้าร่วมการเรียนรู้เพื่อปรับพฤติกรรมการผลิต
  4. ได้หลักสูตรการเรียนรู้เพื่อใช้ในศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้และฐานทรัพยากรของชุมชนเอง ที่คนทุกกลุ่ม ทุกวัย สามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้จริง
  5. ได้ศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร 1 ศูนย์ที่สามารถใช้เป็นที่เรียนรู้ของคนในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง
    1. เกิดกลุ่มเยาวชนต้นกล้าผลิตข้าวอินทรีย์
  6. เกิดกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมระหว่างเยาวชนและผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน
  7. เกิดแปลงนาอินทรีย์ชีวภาพต้นแบบ
  8. มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตข้าวที่ใช้เคมีมาเป็นการทำนาอินทรีย์ครบวงจร ไม่น้อยกว่า 200 ไร่
    1. ได้รับความรู้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์
  9. เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ของชุมชนในการเพิ่มมูลค่าของผลผลิต
  10. เกิดการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการแปรรูปผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 3 กลุ่ม
  11. เกิดธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชน เกิดกระบวนการเรียนรู้การเก็บเกี่ยว และเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าว
  12. เกิดร่างแนวทางการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้การบริหารจัดการธนาคารเมล็ดพันธุ์ และการบริหารจัดการตลาดกลางข้าวอินทรีย์ชุมชน

มีคณะทำงานที่มาจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมดำเนินงาน 12. เกิดกระบวนการเรียนรู้แลกเปลี่ยนระหว่างคนในชุมชน

ได้ข้อตกลง ร่วมแนวทางการบริหารจัดการศุนย์เรียนรู้และอื่น ๆที่เกี่ยวข้องกับการสร้างให้ชุมชนเข้มแข็ง 13. ได้ชุดความรู้การขับเคลื่อนชุมชนสู่ชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ที่บ้านควนพัง 1 ชุด

ผลกระทบ

การเปลี่ยนของคนและกลุ่มคนในชุมชน

1.ประชาชนมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการและกลไกการผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพครบวงจร 2.ประชาชนเรียรู้พิษภัยของสารเคมีด้านการเกษตร และปรับพฤติกรรมการใช้สารเคมีมาเป็นอินทรีย์ 3.เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน 4ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้และมีการออมเกิดขึ้นในครัวเรือน 5.ประชาชนมีสุขภาพดี มีความสุข

การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เอื้อต่อชุมชนน่าอยู่

1.เกิดแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ชีวภาพในชุมชน 2.เกิดแหล่งเรียนรู้และวิธีการปรับปรุงดิน ปรับปรุงน้ำ 3.เกิดระบบและกลไกการตลาดสีเขียว 4.เกิดกลุ่มอาชีพในชุมชน 5.มีกระบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมป่าไม้ และน้ำ 6.มีการนำทุนชุมชนมาใช้ในการพัฒนา 7.มีการเรียนรู้และพัฒนาเรื่องเกษตรพอเพียง 8.เกิดคลังอาหารชุมชน

การเปลี่ยนแปลงของกลไกในชุมชน

  1. หน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นเข้ามาร่วมเป็นกลไกในการดำเนินงานในพื้นที่
  2. เกิดแนวทางหรือกติกาของชุมชนในการ่วมกับดูแลบริหารจัดกาารตลาดกลางการผลิตและจำหน่ายข้าวสังข์หยดอินทรีย์ชีวภาพของชุมชน

กลไกและวิธีการติดตามของชุมชน

ใช้กระบวนการสภาผู้นำ/สภาชุมชนที่มีการประชุมหมู่บ้านอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละครั้ง และกำหนดให้มีวาระการติดตามประเมินผลโครงการ การจัดทำแผนชุมชน เป็นต้น พร้อมทั้งจัดทีม เพื่อทำหน้าที่ติดตามและประเมินผลเป็นระยะว่าแต่ละโครงการ แต่ละกิจกรรม เป็นตามแผนหรือไม่ มีปัญหาอุปสรรค และต้องปรับปรุงการดำเนินงานอะไร อย่างไรบ้าง สุดท้ายทำเสร็จแล้วจะได้คุณค่าอะไรบ้าง ทั้งนี้ การติดตามประเมินผล ควรระบุการกำกับติดตามกิจกรรมต่างๆ ของโครงการที่ชัดเจน ได้แก่ วิธีการติดตามประเมินผล เครื่องมือในการติดตาม ผู้มีบทบาทในการติดตาม ระยะเวลาในการติดตาม เป็นต้น
มีการติดตามประเมินผลแบบ 360 องศา คือมีทั้งการประเมินภายในจากผู้ร่วมโครงการ และการประเมินจากบุคคลภายนอก เช่นในกิจกรรมการคัดเลือกครัวเรือนต้นแบบ ถือเป็นการติดตามประเมินผลภายในรูปแบบหนึ่ง และการสรุปบทเรียนและวิพากษ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิก็เป็นการประเมินผลจากบุคคลภายนอก นอกจากนี้ยังมีการติดตามผ่านระบบการรายงานผลในเว็บไซด์ของ สจรส (คนใต้สร้างสุข) อีกด้วย

กลไกและวิธีการประเมินผลของชุมชน

ใช้กระบวนการสภาผู้นำ/สภาชุมชนที่มีการประชุมหมู่บ้านอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละครั้ง และกำหนดให้มีวาระการติดตามประเมินผลโครงการ การจัดทำแผนชุมชน เป็นต้น พร้อมทั้งจัดทีม เพื่อทำหน้าที่ติดตามและประเมินผลเป็นระยะว่าแต่ละโครงการ แต่ละกิจกรรม เป็นตามแผนหรือไม่ มีปัญหาอุปสรรค และต้องปรับปรุงการดำเนินงานอะไร อย่างไรบ้าง สุดท้ายทำเสร็จแล้วจะได้คุณค่าอะไรบ้าง ทั้งนี้ การติดตามประเมินผล ควรระบุการกำกับติดตามกิจกรรมต่างๆ ของโครงการที่ชัดเจน ได้แก่ วิธีการติดตามประเมินผล เครื่องมือในการติดตาม ผู้มีบทบาทในการติดตาม ระยะเวลาในการติดตาม เป็นต้น
มีการติดตามประเมินผลแบบ 360 องศา คือมีทั้งการประเมินภายในจากผู้ร่วมโครงการ และการประเมินจากบุคคลภายนอก เช่นในกิจกรรมการคัดเลือกครัวเรือนต้นแบบ ถือเป็นการติดตามประเมินผลภายในรูปแบบหนึ่ง และการสรุปบทเรียนและวิพากษ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิก็เป็นการประเมินผลจากบุคคลภายนอก นอกจากนี้ยังมีการติดตามผ่านระบบการรายงานผลในเว็บไซด์ของ สจรส (คนใต้สร้างสุข) อีกด้วย