Contents

1570 items(1/157) 2 3 4 5 Next » Last »|
Submitted by สุทธิพงษ์ อุสาหะพงษ์สิน on 8 มิ.ย. 66 15.50

สหกรณ์การเกษตรจะนะ เข้าฝึกอบรมงานเชิงปฎิบัติการ โรงงานน้ำยางข้น ระหว่างวันที่ 6-8 มิย. 66 จำนวน 10 คน

Submitted by สุทธิพงษ์ อุสาหะพงษ์สิน on 4 มิ.ย. 66 18.08

FSC Thailand Network : เครือข่ายการจัดการป่า FSC แห่งประเทศไทย

By..... สหกรณ์เครือข่ายยางพารา จังหวัดตราดจำกัด
The TRAT Rubber Federation Co-operative
E-mail 1 : tfc.document@gmail.com
E-mail 2:  tfc_trat55@hotmail.com

Submitted by สุทธิพงษ์ อุสาหะพงษ์สิน on 4 มิ.ย. 66 18.07

FSC (Forest Stewardship Council)
เป็นองค์กรเอกชนภายใต้ความร่วม-มือของกลุ่มต่างๆจากทั่วโลก อาทิ กลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม ผู้ค้าไม้ ผู้ผลิตสินค้าจากไม้ และองค์กรผู้ให้การรับรองไม้ และผลิตภัณฑ์จากไม้ เพื่อจัดทำระบบการให้การรับรองไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ซึ่งเป็นการรับประกันว่า ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ได้รับการประทับเครื่องหมาย FSC เป็นไม้และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไม้จากป่าธรรมชาติหรือป่าปลูกที่มีการจัดการป่าอย่างถูกต้องตามหลักการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ คือมีการปลูกไม้แบบยั่งยืน การรับรองทางป่าไม้ (Forest Certification) เป็นเครื่องมือหรือวิธีการใหม่ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อวงการป่าไม้ทั่วโลก โดยการใช้การตลาดเป็นข้อกำหนดในการจูงใจให้ปรับปรุงวิธีการจัดการป่าไม้ โดยวิธีการที่ได้รับการยอมรับแพร่หลายและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นการชักจูงให้กระทำตามโดยมิใช่บังคับโดยกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆอย่างที่เคยปฏิบัติมาในอดีต และประการสำคัญวิธีการนี้สามารถช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ (Stake – holders) หันหน้าเข้าหากันเพื่อที่จะเดินไปตามหลักการของการพัฒนาแบบยั่งยืน การรับรองป่าไม้ (F.C.) ได้มีการพัฒนาต่อจากการประชุม UNCED (United Nation Conference on Environment and Development) ที่เมือง Rio de Janeiro, ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 3 – 14 มิถุนายน ปี 1992 ซึ่งมีข้อสรุปร่วมกันที่จะให้ความสนใจ 3 ประการหลัก คือ
1. ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biological Diversity)
2. การเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศ (Climate Change)
3. Combat Desertification

และได้มีการกำหนดหลักการป่าไม้ขึ้นมา (Forest Principles) สำหรับเป็นหลักในการนำไปปฏิบัติทั่วโลก และจากการประชุมการป่าไม้ของทวีปยุโรปที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ในปี 1993 ได้มีการกำหนดเรื่องหลักเกณฑ์การจัดการป่าไม้แบบยั่งยืนขึ้นมา โดยจะต้องมีการดำเนินการอย่างมีมาตรฐาน และในการนำสินค้าออกจากป่าก็ควรจะต้องดำเนินการในลักษณะการจัดการป่าไม้แบบยั่งยืน  รวมทั้งมีแนวความคิด เรื่องการติดฉลากรับรองสินค้าจากไม้ (Labelling) และในปี 2000 ประเทศสมาชิกของ ITTO (International Tropical Timber Organization)
ได้มีการตกลงกันว่าให้ประเทศสมาชิกเสนอแนวทางในการดำเนินการกำหนดหลักการจัดการป่าไม้แบบยั่งยืน เพื่อจะได้ใช้ในการปฏิบัติการต่อไป จากมุมมองความต้องการที่จะจัดการป่าไม้แบบยั่งยืน (Sustainable Forest Management) ได้แพร่หลายไปทั่วโลก ทำให้องค์กรเอกชนต่างๆ ที่ไม่สามารถไปบอกกล่าวให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ  ดำเนินการจัดการป่าไม้แบบยั่งยืน ได้รวมตัวกันชักชวนให้ผู้บริโภค เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ไม้และกระดาษที่มาจากป่าไม้ที่มีการจัดการแบบยั่งยืน  ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ผู้ผลิตเริ่มหันมาสนใจต่อทรัพยากรมากขึ้น จึงได้เกิดมิติใหม่ในวงการป่าไม้ของโลก คือ การรับรองทางป่าไม้ (Forest Certification) เพื่อป้องกันรักษาทรัพยากรป่าไม้ทั่วโลก เพื่อขจัดความสับสนในหมู่ผู้บริโภคและผู้ผลิต และหาข้อยุติเรื่อง F.C. จึงได้เกิดมีการรวมตัวกันระหว่างตัวแทนองค์กร สิ่งแวดล้อม นักวิชาการป่าไม้ ผู้ค้าไม้ องค์กรชุมชนท้องถิ่น สมาคมป่าชุมชน  และสถาบันรับประกันผลผลิตป่าไม้ ร่วมกันจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า Forest Stewardship Council หรือ FSC ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนการจัดการป่าไม้ ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม รวมทั้งผลตอบแทนที่ดีต่อภาคเศรษฐกิจและสังคม (Environment, Economic and Social) โดยเน้นถึงการจัดการป่าไม้ที่ดีและมีเป้าหมายที่จะประเมิน และมีการแต่งตั้งผู้นำการรับรอง (Certifier) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนามาตรฐานระดับชาติ (National Standard)
สำหรับการจัดการป่าไม้ โดยการจัดการให้การศึกษาและฝึกอบรม FSC ได้ประชุมกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและผู้จัดการป่าไม้ที่ เมืองวอชิงตันดีซี ในเดือนมีนาคม ปี 1992  ซึ่งทำให้เกิดการแต่งตั้งคณะกรรมการชั่วคราว (Interim Board) ขึ้นมาเพื่อดำเนินการปรึกษาหารือและพัฒนาหลักการและมาตรฐาน (Principles and Crierias) เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการรับรอง (Certification) ต่อมาได้มีการประชุมเพื่อร่วมก่อตั้งองค์กรขึ้นที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา เมื่อเดือนตุลาคม ปี 1993 ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมประชุม 130 คน จาก 25 ประเทศ และได้มีการลงมติให้ FSC เป็นองค์กรที่มีสมาชิกและเลือกคณะกรรมการบริหารขึ้นมา โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Oaxaca ประเทศเม็กซิโก
วัตถุประสงค์ในการก่อตั้งองค์กร
เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีระบบการจัดการป่าไม้ เพื่อการค้าทั่วโลกให้เหมาะสมมีแนวทางครอบคลุม 3 ประการหลัก คือ การจัดการป่าไม้ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม มีการใช้ทรัพยากรป่าไม้ที่คงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของป่า และมีความสมดุลทางระบบนิเวศน์
การจัดการป่าไม้เพื่อสังคม เป็นการช่วยเหลือชุมชนในท้องถิ่นให้ได้รับผลประโยชน์จากป่าไม้ในระยะยาว 
และการจัดการป่าไม้ที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า

ภารกิจขององค์กร
1. เป็นผู้กำหนดหลักการและมาตราฐานในการจัดการป่าไม้เพื่อการค้า สำหรับใช้กับป่าไม้ทั่วโลกที่มีการจัดการป่าไม้เพื่อการค้า โดยผ่านผู้ให้การรับประกัน ซึ่งมาตราฐานเหล่านี้จะสอดคล้องกับสถานการณ์ท้องถิ่น
2. แต่งตั้งผู้ให้การประกันออกไปทำหน้าที่ตรวจสอบและออกใบรับประกันให้กับผู้ประกอบการ ว่ามีคุณสมบัติตามหลักการและมาตราฐานตามที่ FSC กำหนด และสามารถให้ตราสัญลักษณ์ของ FSC กับผลิตภัณฑ์ได้
3. เป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือในด้านความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการป่าไม้ โดยการให้การศึกษาและฝึกอบรม สนับสนุนและให้การช่วยเหลือองค์กรอื่นๆ และผู้สนใจ ในการจัดการป่าไม้ที่ดี ทั้งหน่วยงานเอกชนและของรัฐ เช่น ช่วยเหลือในการวางแผน และกำหนดมาตรฐานการจัดการป่าไม้
4. ช่วยเหลือและสนับสนุนนโยบายทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
5. จัดตั้งหน่วยงานเพื่อการค้นคว้า ศึกษาวิจัย เกี่ยวกับการจัดการป่าไม้ที่ดี
6. จัดการหาเงินทุนที่จะต้องใช้ในองค์กรเพื่อดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ ทั้งที่ได้รับบริจาคจากบุคคลภายนอก หรือในรูปของสิทธิพิเศษต่างๆ ในการกระทำการใดๆ โดยไม่ขัดกับกฎหมายและข้อบังคับ


FSC  แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
* การรับรองป่าไม้แบบยั่งยืน (Sustainable Forest Management; FM) ว่าบริษัทที่มีการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาตินั้นสามารถ จัดการป่าไม้ในพื้นที่หนึ่งโดยคำนึงถึง ความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) ผลิตภาพ (productivity) การสืบต่อพันธุ์ (regeneration capacity) ความอยู่รอดของหมู่ไม้ (viability) และศักยภาพในการพัฒนาของหมู่ไม้(potential)ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ต้องไม่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศอื่น เหมาะกับผู้ประกอบการที่ดำเนินการเรื่องป่าไม้ สวนป่า ทรัพยากรป่าไม้ และบริษัทที่เกี่ยวกับทำห่วงโซ่อุปทานค้าไม้
* การตรวจสอบย้อนกลับ (Chain of Custody Certificate; CoC) ควบคุมการเคลื่อนย้ายไม้ตลอดห่วงโซ่อุปทานการค้าไม้ ว่าจากสวนป่าไปยังจุดสุดท้าย ไปจนถึงมือผู้ซื้อในตลาดโลก ว่ามีความยั่งยืน ไม่มีการปะปนกับสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรอง เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากไม้ อย่างผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ สำนักพิมพ์

หลักการสำคัญในการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน (มาตรฐาน FSC™) V4.0

  1. การปฏิบัติตามกฎหมายและหลักการของมาตรฐาน FSC™ กลุ่มจัดการป่าไม้ต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย สนธิสัญญาภายในประเทศและต่างประเทศต่างอย่างเคร่งคัด รวมไปถึงการจ่ายค่าธรรมเนียมและภาษีอย่างถูกต้อง และต้องมีการจัดทำแผนและกระบวนการป้องกันพื้นที่สวนป่าอย่างชัดเจน
  2. การเคารพต่อสิทธิการถือครองและใช้ประโยชน์ที่สวนป่าและการรับผิดชอบตามกฎหมาย กลุ่มจัดการป่าไม้ต้องมีหลักฐานการถือครองและใช้ประโยชน์พื้นที่สวนป่าอย่างถูกต้อง อาทิเช่น โฉนดที่ดินและส.ป.ก. การบริหารสวนป่าต้องเคารพและคุ้มครองสิทธิการถือครองและใช้ประโยชน์พื้นที่ของชุมชนท่องถิ่น
  3. การเคารพต่อสิทธิชนพื้นเมือง เกษตรกรและผู้ผลิตไม้แปรรูปหรือผลิตภัณฑ์ไม้ต้องเคารพสิทธิในการครอบครองและการจัดการป่าไม้ของคนพื้นเมือง และจะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในแง่ร้ายต่อชนพื้นเมือง เช่นแหล่งที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของชนพื้นเมือง
  4. การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและการเคารพต่อสิทธิของพนักงาน กลุ่มจัดการป่าไม้ต้องรักษาและส่งเสริมความเป็นอยู่ของพนักงานและชุมชนท้องถิ่นในด้านสังคม เศรษฐกิจและสวัสดิการความปลอดภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โอกาสในการจ้างงาน การฝึกอบรม สิทธิต่างๆของพนักงาน และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนท้องถิ่น
  5. การบริหารจัดการผลประโยชน์จากสวนป่า กลุ่มจัดการป่าไม้ต้องสนับสนุนการใช้ประโยชน์ผลผลิตจากสวนป่าให้เกิดประสิทธิภาพสูง เพื่อเป็นเน้นความสามารถทางด้านเศรษฐกิจ พร้อมคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมในขณะเดียวกัน ดังนั้นการจัดการสวนป่าควรลดความสูญเสียของผลผลิตในขั้นตอนต่างๆให้ได้มากที่สุด และจำเป็นต้องคำนึงถึงการรักษาพื้นที่ที่มีความสำคัญและเหมาะสมในด้านต่างๆ ที่จะช่วยเสริมคุณค่าและการใช้ประโยชน์ของป่าไม้และทรัพยากรต่างๆ
  6. การป้องกันดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มจัดการป่าไม้ต้องอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและคุณค่าการอยู่ร่วมกัน ทรัพยากรดินและน้ำ ระบบนิเวศน์ที่มีลักษณะพิเศษและเปราะบาง รวมไปถึงความสมดุลทางนิเวศและความสมบูรณ์ของป่าไม้ ผ่านทางการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการจัดระบบป้องกันหรือลดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและชัดเจน
  7. การจัดทำแผนการจัดการและดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มจัดการป่าไม้ต้องแผนการจัดการสวนป่าที่ชัดเจน และมีการตรวจสอบอยู่สม่ำเสมอ ซึ่งแผนการตรวจสอบนี้ต้องมีเป้าหมายระยะสั้นและยาวรวมถึงวิธีการปฏิบัติงานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของโครงการอย่างละเอียด
  8. การตรวจสอบติดตามและการศึกษาวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ กลุ่มจัดการป่าไม้ต้องดำเนินการตรวจสอบติดตามพร้อมศึกษาวิเคราะห์สวนป่าอย่างใกล้ชิดและเหมาะสมกับขนาดและปัจจัยต่างๆของสวนป่า ซึ่งต้องมีการเปรียบเทียบผลและศึกษาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง พร้อมเก็บข้อมูลที่สำคัญต่างๆเกี่ยวกับสวนป่าไว้เพื่อเป็นการเปรียบเทียบและศึกษาต่อในอนาคต
  9. การฟื้นฟูป่าไม้ที่มีคุณค่าสูงด้านการอนุรักษ์ กลุ่มจัดการป่าไม้ต้องอนุรักษ์บำรุงและส่งเสริมคุณลักษณะของพื้นที่ป่าไม้ และต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆในการดำเนินกิจกรรมใดๆที่เกี่ยวข้องกับสวนป่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ที่มีคุณค่าสูงต่อการอนุรักษ์ กลุ่มจัดการป่าไม้ต้องมีการตรวจสอบ และกำหนดระบบการจัดการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่สำคัญนี้ พร้อมมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
  10. การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง กลุ่มจัดการป่าไม้ต้องมีการวางแผนการจัดการพื้นที่สวนป่าให้สอดคล้องกับหลักการทั้งหมดที่ผ่านมา และต้องส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าธรรมชาติ และลดแรงกดดันต่อป่าทรัพยากรธรรมชาติให้ได้มากที่สุด
Submitted by สุทธิพงษ์ อุสาหะพงษ์สิน on 4 มิ.ย. 66 18.06

หลักการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน  FSC V4.0

  1. ต้องสอดคล้องกับกฎหมายและหลักเกณฑ์  FSC
  2. มีความชัดเจนเรื่องการถือครองที่ดิน สิทธิในการจัดการทรัพยากรในที่ดิน  มีหลักฐานที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย ไม่อยู่ในเขตป่าสงวนหรือที่ดินสาธารณะอื่น ๆ
  3. ต้องให้ความเคารพในสิทธิของชนพื้นเมือง คนท้องถิ่น พื้นที่ใกล้เคียงสวนป่า
  4. ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน ตลอดจนตระหนักในสิทธิของคนงาน มีกิจกรรมร่วมกับชุมชน มีการอบรมการใช้สารเคมีอย่างถูกวิธี มีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย
  5. เก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่าอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม ใช้ประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
  6. ไม่กระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม รักษาความสมดุลทางนิเวศ ไม่ให้มีการล่าสัตว์ป่า หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีอันตราย
  7. จัดทำแผนการบริหารจัดการกิจกรรมให้ครอบคลุมเป็นลายลักษณ์อักษร  มีการปรับปรุงอยู่เสมอ ติดตามตรวจตราแก้ไขผลกระทบด้านต่าง ๆ
  8. มีการตรวจติดตามและตรวจประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  9. ดำรงไว้และส่งเสริมคุณค่าของป่าอนุรักษ์ในพื้นที่ไม่ให้มีผลกระทบใด ๆ จัดทำบัญชีรายชื่อพันธุ์พืชป่า สัตว์ป่าในพื้นที่ จัดทำแผนที่ป่าอนุรักษ์ในพื้นที่
  10. มีการปลูกทดแทนในพื้นที่ที่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว วางแผนและจัดการ  กับพื้นที่สวนป่าให้สอดคล้องกับหลักการ

หลักการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน  FSC V5.3 - 2023

  1. Compliance with laws ถูกต้องตามกฎหมาย
  2. Workers’ rights and employment conditions การจ้างงานอย่างเป็นธรรม
  3. Indigenous peoples’ rights เคารพสิทธิของคนพื้นเมืองในท้องที่
  4. Community relations เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
  5. Benefits from the forest การใช้ผลประโยชน์จากป่าไม้
  6. Environmental values and impact ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  7. Management planning มีแผนงานในการจัดการ
  8. Monitoring and assessment การติดตามและประเมินผล
  9. High conservation values ใส่ใจป่าไม้ที่มีคุณค่าด้านการอนุรักษ์สูง
  10. Implementation of management activities : การดำเนินกิจกรรมอย่างสอดคล้อง
Submitted by สุทธิพงษ์ อุสาหะพงษ์สิน on 4 มิ.ย. 66 18.06

Submitted by สุทธิพงษ์ อุสาหะพงษ์สิน on 4 มิ.ย. 66 18.06

The FSC Principles and Criteria (70)
หลักการและหลักเกณฑ์ของ FSC V5.3  :  เริ่มใช้  July 2023

FSC_Principles_Criteriav5_3.jpg

1. การปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance with Laws)
องค์กร* จะปฏิบัติตามกฎหมายที่บังคับใช้ทั้งหมด* ข้อบังคับ และการรับรองระดับประเทศ
สนธิสัญญาอนุสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศ
1.1 องค์กร
จะต้องเป็นนิติบุคคลที่กำหนดโดยกฎหมาย โดยมีการจดทะเบียนทางกฎหมายที่ชัดเจน มีเอกสารชัดเจน และไม่ถูกท้าทาย* โดยได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย* สำหรับกิจกรรมเฉพาะ
1.2 องค์กร* จะแสดงให้เห็นว่าสถานะทางกฎหมาย* ของหน่วยการจัดการ* รวมถึงการครอบครอง* และสิทธิ์การใช้งาน* และขอบเขตนั้นได้รับการกำหนดไว้อย่างชัดเจน 
1.3 องค์กร* จะมีสิทธิ์ตามกฎหมาย* ในการดำเนินการในหน่วยการจัดการ* ซึ่งเหมาะสมกับสถานะทางกฎหมาย* ขององค์กรและของหน่วยการจัดการ และจะปฏิบัติตามข้อผูกพันทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องในกฎหมายในประเทศและท้องถิ่นที่ใช้บังคับ* กฎระเบียบและการบริหาร ความต้องการ. สิทธิ์ตามกฎหมายจะจัดให้มีการเก็บเกี่ยวผลิตภัณฑ์และ/หรือการจัดหาบริการระบบนิเวศ* จากภายในหน่วยการจัดการ องค์กรจะต้องชำระค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและหน้าที่ดังกล่าว
1.4 องค์กร* จะพัฒนาและดำเนินมาตรการ และ/หรือจะมีส่วนร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อปกป้องหน่วยการจัดการ* อย่างเป็นระบบจากการใช้ทรัพยากรที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือผิดกฎหมาย การชำระบัญชี และกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอื่นๆ
1.5 องค์กร* จะปฏิบัติตามกฎหมายในประเทศที่ใช้บังคับ* กฎหมายท้องถิ่น* อนุสัญญาระหว่างประเทศที่ให้สัตยาบันและหลักปฏิบัติภาคบังคับ* ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและการค้าผลิตภัณฑ์จากป่าภายในและจากหน่วยบริหารจัดการ* และ/หรือจนถึง จุดขายแรก
1.6  องค์กร* จะระบุ ป้องกัน และแก้ไขข้อขัดแย้งในประเด็นกฎหมายหรือกฎหมายจารีตประเพณี* ซึ่งสามารถยุตินอกศาลได้ทันท่วงที ผ่านการมีส่วนร่วม* กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบ*
1.7  องค์กร* จะเผยแพร่คำมั่นสัญญาที่จะไม่เสนอหรือรับสินบนเป็นเงินหรือการทุจริตในรูปแบบอื่นใด และจะปฏิบัติตามกฎหมายต่อต้านการทุจริตที่มีอยู่ ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายต่อต้านการทุจริต องค์กรจะใช้มาตรการต่อต้านการทุจริตอื่นๆ ตามสัดส่วน* และความเข้มข้น* ของกิจกรรมการจัดการและความเสี่ยง* ของการทุจริต
1.8 องค์กร* จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นระยะยาวในการปฏิบัติตามหลักการและเกณฑ์ของ FSC* ในหน่วยการจัดการ* และนโยบายและมาตรฐาน FSC ที่เกี่ยวข้อง คำแถลงเกี่ยวกับข้อผูกมัดนี้จะอยู่ในเอกสารที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ* ซึ่งเผยแพร่ได้ฟรี
2. สิทธิคนงานและสภาพการจ้างงาน (Workers Rights and Employment Conditions)
องค์กร* จะรักษาหรือปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคมและเศรษฐกิจของคนงาน
2.1 องค์กร
จะยึดถือ* หลักการและสิทธิในการทำงานตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญา ILO ว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน (1998) ตามอนุสัญญาหลักด้านแรงงานทั้งแปดฉบับของ ILO
2.2 องค์กร* จะส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ* ในแนวทางปฏิบัติในการจ้างงาน โอกาสในการฝึกอบรม การทำสัญญา กระบวนการมีส่วนร่วม* และกิจกรรมการจัดการ
2.3 องค์กร* จะใช้หลักปฏิบัติด้านสุขภาพและความปลอดภัยเพื่อปกป้องพนักงาน* จากอันตรายด้านความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน แนวทางปฏิบัติเหล่านี้จะต้องได้สัดส่วนกับขนาด ความเข้มข้น และความเสี่ยง* ของกิจกรรมการจัดการ เป็นไปตามหรือเกินกว่าคำแนะนำของหลักปฏิบัติของ ILO ว่าด้วยความปลอดภัยและสุขภาพในงานป่าไม้
2.4 องค์กร* จะจ่ายค่าจ้างที่ตรงหรือสูงกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมป่าไม้ขั้นต่ำ หรือข้อตกลงค่าจ้างอุตสาหกรรมป่าไม้อื่นๆ ที่เป็นที่ยอมรับหรือค่าจ้างดำรงชีพ* ซึ่งสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมาย เมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง องค์กรจะผ่านการมีส่วนร่วม* กับคนงาน* ในการพัฒนากลไกสำหรับการกำหนดค่าครองชีพ
2.5 องค์กร* จะแสดงให้เห็นว่าผู้ปฏิบัติงาน* มีการฝึกอบรมเฉพาะงานและการกำกับดูแลเพื่อดำเนินการตามแผนการจัดการ* และกิจกรรมการจัดการทั้งหมดอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
2.6 องค์กร* ผ่านการมีส่วนร่วม* กับคนงาน* จะต้องมีกลไกในการแก้ไขข้อร้องทุกข์และให้การชดเชยที่เป็นธรรมแก่คนงานสำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน โรคจากการทำงาน* หรือการบาดเจ็บจากการทำงาน* ที่เกิดขึ้นในขณะที่ทำงานให้กับองค์กร
3. สิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Peoples’ Rights)
องค์กร* จะระบุและยึดถือ* สิทธิตามกฎหมายและจารีตประเพณี* ของชนเผ่าพื้นเมือง* ของ กรรมสิทธิ์ การใช้ และการจัดการที่ดิน อาณาเขต และทรัพยากรที่ได้รับผลกระทบจากการจัดการ กิจกรรม.
3.1 องค์กร* จะระบุชนพื้นเมือง* ที่มีอยู่ในหน่วยการจัดการ* หรือได้รับผลกระทบจากกิจกรรมการจัดการ จากนั้น องค์กรจะต้องมีส่วนร่วม* กับชนเผ่าพื้นเมืองเหล่านี้ เพื่อระบุสิทธิในการถือครอง* สิทธิในการเข้าถึงและการใช้ทรัพยากรป่าไม้และบริการระบบนิเวศ* สิทธิตามจารีตประเพณี* และสิทธิทางกฎหมายและภาระผูกพันที่บังคับใช้ภายในฝ่ายบริหาร หน่วย. องค์กรจะต้องระบุพื้นที่ที่มีการโต้แย้งสิทธิเหล่านี้ด้วย
3.2 องค์กร* จะรับรู้และยึดถือ* สิทธิตามกฎหมายและจารีตประเพณี* ของชนพื้นเมือง* เพื่อรักษาการควบคุมกิจกรรมการจัดการภายในหรือเกี่ยวข้องกับหน่วยการจัดการ* ในขอบเขตที่จำเป็นในการปกป้องสิทธิ ทรัพยากร ที่ดินและอาณาเขตของตน การมอบอำนาจโดยชนพื้นเมืองในการควบคุมกิจกรรมการจัดการให้กับบุคคลที่สามต้องได้รับความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับการบอกกล่าว
3.3 ในกรณีที่มีการมอบอำนาจให้ควบคุมกิจกรรมการจัดการ ข้อตกลงที่มีผลผูกพันระหว่างองค์กร
และชนพื้นเมือง* จะสรุปได้ผ่านการยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับการบอกกล่าว* ข้อตกลงจะกำหนดระยะเวลา ข้อกำหนดสำหรับการเจรจาใหม่ การต่ออายุ การสิ้นสุด สภาวะเศรษฐกิจ และข้อกำหนดและเงื่อนไขอื่นๆ ข้อตกลงจะกำหนดข้อกำหนดสำหรับการตรวจสอบโดยชนพื้นเมืองขององค์กรตามข้อกำหนดและเงื่อนไข
3.4 องค์กร* จะยอมรับและยึดถือ* สิทธิ ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมือง* ตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (2007) และอนุสัญญา ILO 169 (1989)
3.5 องค์กร* โดยการมีส่วนร่วม* กับชนพื้นเมือง* จะต้องระบุสถานที่ซึ่งมีความสำคัญทางวัฒนธรรม ระบบนิเวศน์ เศรษฐกิจ ศาสนา หรือจิตวิญญาณเป็นพิเศษ และที่ชนพื้นเมืองเหล่านี้ถือสิทธิ์ทางกฎหมายหรือจารีตประเพณี* ไซต์เหล่านี้จะต้องได้รับการยอมรับจากองค์กรและฝ่ายบริหาร และ/หรือการป้องกันจะต้องตกลงผ่านการมีส่วนร่วมกับชนพื้นเมืองเหล่านี้
3.6 องค์กร* จะรักษา* สิทธิของชนพื้นเมือง* ในการปกป้องและใช้ความรู้ดั้งเดิมของพวกเขา และจะชดเชยให้กับชนพื้นเมืองสำหรับการใช้ความรู้ดังกล่าวและทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเขา* ข้อตกลงที่มีผลผูกพันตามเกณฑ์ 3.3 จะต้องได้รับการสรุประหว่างองค์กรและชนพื้นเมืองสำหรับการใช้ประโยชน์ดังกล่าวผ่านการยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับการบอกกล่าว* ก่อนการใช้งานจะเกิดขึ้นและจะต้องสอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา
4. ความสัมพันธ์ของชุมชน (Community Relations)
องค์กร * จะมีส่วนร่วมในการรักษาหรือส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคมและเศรษฐกิจ ของชุมชนท้องถิ่น
4.1 องค์กร
จะระบุชุมชนท้องถิ่น* ที่มีอยู่ในหน่วยการจัดการ* และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมการจัดการ จากนั้น องค์กรจะต้องมีส่วนร่วม* กับชุมชนท้องถิ่นเหล่านี้* เพื่อระบุสิทธิ์ในการครอบครอง* สิทธิ์ในการเข้าถึงและการใช้ทรัพยากรป่าไม้และบริการระบบนิเวศ* สิทธิ์ตามจารีตประเพณี* และสิทธิ์ทางกฎหมายและภาระผูกพันที่บังคับใช้ภายใน หน่วยจัดการ.
4.2 องค์กร* จะรับรู้และยึดถือ* สิทธิทางกฎหมายและจารีตประเพณี* ของชุมชนท้องถิ่น* เพื่อรักษาการควบคุมกิจกรรมการจัดการภายในหรือที่เกี่ยวข้องกับหน่วยการจัดการ* ในขอบเขตที่จำเป็นในการปกป้องสิทธิ ทรัพยากร ที่ดินและอาณาเขตของตน การมอบอำนาจโดยคนดั้งเดิม* ในการควบคุมกิจกรรมการจัดการให้กับบุคคลที่สามต้องได้รับความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับการบอกกล่าว*
4.X  ในกรณีที่มีการมอบหมายการควบคุมกิจกรรมการจัดการ ข้อตกลงที่มีผลผูกพันระหว่างองค์กร* และประชาชนดั้งเดิม* จะสรุปได้ผ่านการยินยอมฟรี ล่วงหน้า และได้รับการบอกกล่าว* ข้อตกลงจะกำหนดระยะเวลา ข้อกำหนดสำหรับการเจรจาใหม่ การต่ออายุ การสิ้นสุด สภาวะเศรษฐกิจ และข้อกำหนดและเงื่อนไขอื่นๆ ข้อตกลงจะกำหนดข้อกำหนดสำหรับการตรวจสอบโดยคนดั้งเดิมของการปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขขององค์กร
4.3 องค์กร* จะให้โอกาสที่สมเหตุสมผล* สำหรับการจ้างงาน การฝึกอบรม และบริการอื่นๆ แก่ชุมชนท้องถิ่น* ผู้รับเหมาและผู้จัดหาตามสัดส่วนของขนาดและความเข้มข้นของกิจกรรมการจัดการ
4.4 องค์กร* จะดำเนินกิจกรรมเพิ่มเติมผ่านการมีส่วนร่วม* กับชุมชนท้องถิ่น* ที่เอื้อต่อการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจของพวกเขา ตามสัดส่วนกับขนาด ความรุนแรง และผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของกิจกรรมการจัดการ
4.5 องค์กร* โดยการมีส่วนร่วม* กับชุมชนท้องถิ่น* จะต้องดำเนินการเพื่อระบุ หลีกเลี่ยง และลดผลกระทบเชิงลบที่มีนัยสำคัญทางสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของกิจกรรมการจัดการต่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบ การดำเนินการจะต้องเป็นสัดส่วนกับขนาด ความรุนแรง และความเสี่ยง* ของกิจกรรมเหล่านั้นและผลกระทบเชิงลบ
4.6 องค์กร* โดยการมีส่วนร่วม* กับชุมชนท้องถิ่น* จะต้องมีกลไกในการแก้ไขข้อร้องเรียนและให้ค่าชดเชยที่เป็นธรรมแก่ชุมชนท้องถิ่นและบุคคลทั่วไปโดยคำนึงถึงผลกระทบของกิจกรรมการจัดการขององค์กร
4.7 องค์กร* โดยการมีส่วนร่วม* กับชุมชนท้องถิ่น* จะต้องระบุสถานที่ซึ่งมีความสำคัญทางวัฒนธรรม ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ ศาสนา หรือจิตวิญญาณเป็นพิเศษ และชุมชนท้องถิ่นเหล่านี้มีสิทธิทางกฎหมายหรือจารีตประเพณี* ไซต์เหล่านี้จะต้องได้รับการยอมรับจากองค์กร และการจัดการและ/หรือการป้องกันจะต้องได้รับการตกลงผ่านการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเหล่านี้
4.8 องค์กร* จะรักษา* สิทธิของประชาชนดั้งเดิม* ในการปกป้องและใช้ความรู้ดั้งเดิมของพวกเขา และจะชดเชยพวกเขาสำหรับการใช้ความรู้ดังกล่าวและทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเขา ข้อตกลงที่มีผลผูกพันตามเกณฑ์ 3.3 จะต้องได้รับการสรุประหว่างองค์กรและผู้คนดั้งเดิมสำหรับการใช้ประโยชน์ดังกล่าวผ่านการยินยอมแบบฟรี ล่วงหน้า และได้รับการบอกกล่าว* ก่อนการใช้งานจะเกิดขึ้น และจะต้องสอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา
5. ประโยชน์จากป่า (Benefits from the Forest)
องค์กร* จะต้องจัดการช่วงของผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยจัดการ* เพื่อรักษาหรือเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว* และช่วงของ ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
5.1 องค์กร* จะระบุ ผลิต หรือเปิดใช้งานการผลิต ผลประโยชน์และ/หรือผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยขึ้นอยู่กับช่วงของทรัพยากรและบริการระบบนิเวศ* ที่มีอยู่ในหน่วยการจัดการ* เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและกระจายเศรษฐกิจในท้องถิ่นตามสัดส่วนของขนาด * และความเข้ม * ของกิจกรรมการจัดการ
5.2 โดยปกติองค์กร* จะเก็บเกี่ยวผลิตภัณฑ์และบริการจากหน่วยการจัดการ* ที่หรือต่ำกว่าระดับที่สามารถคงอยู่ได้อย่างถาวร
5.3 องค์กร* จะแสดงให้เห็นว่าปัจจัยภายนอกที่เป็นบวกและลบของการดำเนินงานนั้นรวมอยู่ในแผนการจัดการ
5.4 องค์กร
จะใช้การประมวลผลในท้องถิ่น บริการในท้องถิ่น และมูลค่าเพิ่มในท้องถิ่นเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์กร หากมีสิ่งเหล่านี้ ตามสัดส่วนกับขนาด ความเข้มข้น และความเสี่ยง* หากไม่มีบริการเหล่านี้ในท้องถิ่น องค์กรจะพยายามอย่างสมเหตุสมผล* เพื่อช่วยสร้างบริการเหล่านี้
5.5 องค์กร* จะแสดงให้เห็นผ่านการวางแผนและการใช้จ่ายตามสัดส่วนของขนาด ความเข้มข้น และความเสี่ยง* ความมุ่งมั่นต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
6. คุณค่าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Values and Impacts)
องค์กร
จะบำรุงรักษา อนุรักษ์ และ/หรือฟื้นฟูบริการของระบบนิเวศ* และสิ่งแวดล้อม ค่าของหน่วยจัดการ และจะต้องหลีกเลี่ยง ซ่อมแซม หรือลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบ
6.1 องค์กร* จะประเมินค่าด้านสิ่งแวดล้อม* ในหน่วยจัดการ* และค่าเหล่านั้นภายนอกหน่วยจัดการที่อาจได้รับผลกระทบจากกิจกรรมการจัดการ การประเมินนี้จะต้องดำเนินการด้วยระดับของรายละเอียด ขนาด และความถี่ที่สมส่วนกับขนาด ความเข้ม และความเสี่ยง* ของกิจกรรมการจัดการ และเพียงพอสำหรับวัตถุประสงค์ในการตัดสินใจเลือกมาตรการอนุรักษ์ที่จำเป็น และสำหรับการตรวจจับและติดตามผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น ของกิจกรรมเหล่านั้น
6.2 ก่อนเริ่มกิจกรรมรบกวนพื้นที่ องค์กร* จะต้องระบุและประเมินขนาด ความรุนแรง และความเสี่ยง* ของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมการจัดการต่อค่าสิ่งแวดล้อมที่ระบุ
6.3 องค์กร
จะระบุและดำเนินการอย่างมีประสิทธิผลเพื่อป้องกันผลกระทบด้านลบของกิจกรรมการจัดการต่อคุณค่าสิ่งแวดล้อม* และเพื่อบรรเทาและซ่อมแซมสิ่งเหล่านั้นที่เกิดขึ้นตามสัดส่วนของขนาด ความรุนแรง และความเสี่ยง* ของผลกระทบเหล่านี้
6.4 องค์กร* จะปกป้องสายพันธุ์หายาก* และสายพันธุ์ที่ถูกคุกคาม* และที่อยู่อาศัยของพวกมัน* ในหน่วยการจัดการ* ผ่านเขตอนุรักษ์* พื้นที่คุ้มครอง* การเชื่อมต่อ* และ/หรือ (หากจำเป็น) มาตรการโดยตรงอื่นๆ เพื่อความอยู่รอดและความมีชีวิตของพวกมัน มาตรการเหล่านี้จะต้องได้สัดส่วนกับขนาด ความรุนแรง และความเสี่ยง* ของกิจกรรมการจัดการ และกับสถานะการอนุรักษ์และข้อกำหนดทางนิเวศวิทยาของชนิดพันธุ์ที่หายากและถูกคุกคาม องค์กรต้องคำนึงถึงช่วงทางภูมิศาสตร์และข้อกำหนดทางนิเวศวิทยาของชนิดพันธุ์ที่หายากและถูกคุกคามที่อยู่นอกขอบเขตของหน่วยการจัดการ เมื่อกำหนดมาตรการที่จะดำเนินการภายในหน่วยการจัดการ
6.5 องค์กร* จะระบุและปกป้องพื้นที่ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของระบบนิเวศพื้นเมือง และ/หรือฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติมากขึ้น ในกรณีที่ไม่มีพื้นที่ตัวอย่างตัวแทนหรือไม่เพียงพอ องค์กรจะคืนสัดส่วนของหน่วยการจัดการ* ให้อยู่ในสภาพธรรมชาติมากขึ้น ขนาดของพื้นที่และมาตรการที่ใช้สำหรับการป้องกันหรือการฟื้นฟู รวมถึงภายในพื้นที่เพาะปลูก จะต้องเป็นสัดส่วนกับสถานะการอนุรักษ์และมูลค่าของระบบนิเวศในระดับภูมิทัศน์ และขนาด ความเข้ม และความเสี่ยง* ของกิจกรรมการจัดการ
6.6 องค์กร* จะต้องรักษาการดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องของสายพันธุ์พื้นเมืองและจีโนไทป์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ* โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการจัดการที่อยู่อาศัยในหน่วยการจัดการ* องค์กรจะต้องแสดงให้เห็นถึงมาตรการที่มีประสิทธิผลนั้น มีหน้าที่ในการจัดการและควบคุมการล่าสัตว์ การตกปลา การดักสัตว์และการรวบรวม
6.7 องค์กร* จะปกป้องหรือฟื้นฟูเส้นทางน้ำธรรมชาติ แหล่งน้ำ เขตชายฝั่ง และความเชื่อมโยง องค์การจะหลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบต่อคุณภาพและปริมาณน้ำ รวมทั้งบรรเทาและแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น
6.8 องค์กร* จะจัดการภูมิทัศน์* ในหน่วยจัดการ* เพื่อรักษาและ/หรือฟื้นฟูโมเสกที่แตกต่างกันของสายพันธุ์ ขนาด อายุ สเกลเชิงพื้นที่ และวงจรการฟื้นฟูที่เหมาะสมกับคุณค่าของภูมิทัศน์* ในภูมิภาคนั้น และเพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ความยืดหยุ่น
6.9 องค์กร
จะไม่เปลี่ยนพื้นที่ป่าธรรมชาติ* หรือพื้นที่ที่มีมูลค่าการอนุรักษ์สูง* ให้เป็นสวน* หรือเป็นการใช้ที่ดินที่ไม่ใช่ป่าไม้ หรือเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกบนพื้นที่โดยตรงที่แปลงจากป่าธรรมชาติเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่ใช่ป่าไม้ ยกเว้นเมื่อการแปลง:
    a)  ส่งผลกระทบต่อส่วนที่จำกัดมาก* ของหน่วยการจัดการ* และ
    b)  จะทำให้เกิดผลประโยชน์ด้านการอนุรักษ์และสังคมในระยะยาวที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม เพิ่มเติม และมั่นคงในหน่วยการจัดการ และ
    c)  ไม่สร้างความเสียหายหรือคุกคามคุณค่าการอนุรักษ์สูง หรือสถานที่หรือทรัพยากรใดๆ ที่จำเป็นต่อการรักษาหรือปรับปรุงคุณค่าการอนุรักษ์สูงเหล่านั้น
6.10 หน่วยจัดการ* ที่มีสวนป่า* ซึ่งจัดตั้งบนพื้นที่แปลงจากป่าธรรมชาติ* ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2537 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 จะไม่มีคุณสมบัติสำหรับการรับรอง ยกเว้นในกรณีที่

    a)  การแปลงส่งผลกระทบต่อส่วนที่จำกัดมาก* ของหน่วยการจัดการ และก่อให้เกิดประโยชน์ที่ชัดเจน มีนัยสำคัญ เพิ่มเติม และมีความปลอดภัยในระยะยาว* ในหน่วยจัดการ หรือ
    b)  องค์กร* ที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อมในการเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงการชดเชยความเสียหายทางสังคมทั้งหมดและการแก้ไขตามสัดส่วนของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามที่ระบุไว้ในกรอบการแก้ไข FSC ที่บังคับใช้ หรือ

    c) องค์กรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแปลงสภาพ แต่ได้รับหน่วยการจัดการซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงการชดเชยความเสียหายทางสังคมที่มีลำดับความสำคัญสูง และการแก้ไขบางส่วนสำหรับอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมตามที่ระบุไว้ใน FSC Remedy Framework ที่บังคับใช้
6.11 หน่วยจัดการ* จะไม่มีสิทธิ์ได้รับการรับรองหากมีป่าธรรมชาติ* หรือพื้นที่ที่มีมูลค่าการอนุรักษ์สูง* ซึ่งแปลี่ยนหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2563  (2020) ยกเว้นที่การแปลง:
  a. ส่งผลกระทบต่อส่วนที่จำกัดมาก* ของหน่วยการจัดการ และ
  b. กำลังสร้างผลประโยชน์ที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม เพิ่มเติม และปลอดภัยในระยะยาว* และผลประโยชน์ทางสังคมในหน่วยการจัดการ และ
  c. ไม่คุกคามคุณค่าการอนุรักษ์สูง หรือสถานที่หรือทรัพยากรใดๆ ที่จำเป็นต่อการรักษาหรือปรับปรุงคุณค่าการอนุรักษ์สูงเหล่านั้น
7. การวางแผนการจัดการ (Management Planning)
องค์กร* ต้องมีแผนการจัดการ* ที่สอดคล้องกับนโยบายและวัตถุประสงค์* และสัดส่วนตามขนาด ความเข้มข้น และความเสี่ยง* ของกิจกรรมการจัดการ แผนการจัดการจะต้องได้รับการปฏิบัติและปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอโดยอิงจากข้อมูลการติดตามเพื่อส่งเสริมการจัดการที่ปรับเปลี่ยนได้* เอกสารประกอบการวางแผนและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องจะต้องเพียงพอที่จะแนะนำพนักงาน แจ้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบ* และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สนใจ* และเพื่อให้เหตุผลในการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร
7.1 องค์กร* จะกำหนดสัดส่วนกับขนาด ความเข้มข้น และความเสี่ยง* ของกิจกรรมการจัดการ กำหนดนโยบาย (วิสัยทัศน์และค่านิยม) และวัตถุประสงค์* สำหรับการจัดการ ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ต่อสังคม และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ บทสรุปของนโยบายและวัตถุประสงค์เหล่านี้จะรวมอยู่ในแผนการจัดการ* และเผยแพร่
7.2 องค์กร* จะต้องมีและดำเนินการตามแผนการจัดการ* สำหรับหน่วยการจัดการ* ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและวัตถุประสงค์* ที่กำหนดขึ้นตามเกณฑ์ 7.1 แผนการจัดการจะต้องอธิบายถึงทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในหน่วยการจัดการและอธิบายว่าแผนจะเป็นไปตามข้อกำหนดการรับรอง FSC ได้อย่างไร แผนการจัดการต้องครอบคลุมการวางแผนการจัดการป่าไม้และการวางแผนการจัดการทางสังคมตามสัดส่วนของขนาด ความเข้ม และความเสี่ยง* ของกิจกรรมที่วางแผนไว้
7.3 แผนการจัดการ* จะรวมถึงเป้าหมายที่ตรวจสอบได้ ซึ่งความคืบหน้าในการบรรลุแต่ละวัตถุประสงค์ของการจัดการที่กำหนด* สามารถประเมินได้
7.4 องค์กร* จะอัปเดตและแก้ไขการวางแผนการจัดการและเอกสารขั้นตอนเป็นระยะๆ เพื่อรวมผลการติดตามและประเมินผล การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย* หรือข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และทางเทคนิคใหม่ๆ ตลอดจนการตอบสนองต่อสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง
7.5 องค์กร* จะเปิดเผยต่อสาธารณะ* สรุปแผนการจัดการ* โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หากไม่รวมข้อมูลที่เป็นความลับ ส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ของแผนการจัดการจะต้องมีให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบ* เมื่อมีการร้องขอ และมีค่าใช้จ่ายในการผลิตซ้ำและการจัดการ
7.6 องค์กร* จะจัดสัดส่วนตามขนาด ความเข้มข้น และความเสี่ยง* ของกิจกรรมการจัดการ มีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับผลกระทบ* ในเชิงรุกและโปร่งใสในการวางแผนการจัดการและกระบวนการติดตาม และจะมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย* เมื่อมีการร้องขอ
8. การติดตามและประเมินผล (Monitoring and Assessment)
องค์กร* จะแสดงให้เห็นว่า ความคืบหน้าในการบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดการ* ผลกระทบของกิจกรรมการจัดการและสภาพของหน่วยการจัดการ* ได้รับการติดตามและประเมินตามสัดส่วนของขนาด ความเข้มข้น และความเสี่ยง* ของกิจกรรมการจัดการ เพื่อดำเนินการ การจัดการแบบปรับตัว
8.1. องค์กร
จะติดตามการดำเนินการตามแผนการจัดการ* รวมถึงนโยบายและวัตถุประสงค์* ความคืบหน้าขององค์กรกับกิจกรรมที่วางแผนไว้ และการบรรลุเป้าหมายที่ตรวจสอบได้
8.2. องค์กร* จะติดตามและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของกิจกรรมที่ดำเนินการในหน่วยบริหารจัดการ* และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
8.3. องค์กร* จะวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการติดตามและประเมินผล และป้อนผลลัพธ์ของการวิเคราะห์นี้กลับเข้าสู่กระบวนการวางแผน
8.4. องค์กร* จะจัดทำสรุปผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ* โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ยกเว้นข้อมูลที่เป็นความลับ
8.5. องค์กร* จะต้องมีและดำเนินการระบบการติดตามและตรวจสอบตามสัดส่วนของขนาด ความเข้ม และความเสี่ยง* ของกิจกรรมการจัดการ เพื่อแสดงแหล่งที่มาและปริมาณตามสัดส่วนของผลผลิตที่คาดการณ์ไว้ในแต่ละปี ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจากหน่วยการจัดการ* ที่มี วางตลาดโดยได้รับการรับรองจาก FSC
9. ค่านิยมการอนุรักษ์สูง (High Conservation Values)
องค์กร* จะรักษาและ/หรือเพิ่มคุณค่าการอนุรักษ์สูง* ในหน่วยการจัดการ* โดยใช้แนวทางป้องกันไว้ก่อน
9.1. องค์กร
โดยการมีส่วนร่วม* กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบ* ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สนใจ* และวิธีการและแหล่งข้อมูลอื่นๆ จะต้องประเมินและบันทึกการมีอยู่และสถานะของคุณค่าการอนุรักษ์สูงต่อไปนี้* ในหน่วยการจัดการ* ตามสัดส่วนกับขนาด ความเข้ม และความเสี่ยง * ผลกระทบของกิจกรรมการจัดการและแนวโน้มของการเกิดคุณค่าการอนุรักษ์สูง:
  HCV 1 - ความหลากหลายของสปีชีส์ ความเข้มข้นของความหลากหลายทางชีวภาพ* รวมถึงสปีชีส์เฉพาะถิ่น และสปีชีส์ที่หายาก ถูกคุกคามหรือใกล้สูญพันธุ์* ซึ่งมีความสำคัญในระดับโลก ระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศ
  HCV 2 - ระบบนิเวศระดับภูมิทัศน์และภาพโมเสค ภูมิทัศน์ป่าที่สมบูรณ์และระบบนิเวศระดับภูมิทัศน์ขนาดใหญ่* และระบบนิเวศโมเสคที่มีความสำคัญในระดับโลก ระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศ และประกอบด้วยประชากรที่มีชีวิตของสปีชีส์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในรูปแบบการกระจายและความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ
  HCV 3 - ระบบนิเวศและที่อยู่อาศัย ระบบนิเวศที่หายาก ถูกคุกคาม หรือใกล้สูญพันธุ์ ที่อยู่อาศัย* หรือแหล่งหลบภัย
  HCV 4 - บริการระบบนิเวศที่สำคัญ การบริการระบบนิเวศขั้นพื้นฐาน
ในสถานการณ์วิกฤต รวมถึงการป้องกันแหล่งน้ำและการควบคุมการพังทลายของดินและเนินที่เปราะบาง
  HCV 5 - ความต้องการของชุมชน ไซต์และทรัพยากรพื้นฐานสำหรับการตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของชุมชนท้องถิ่น* หรือชนพื้นเมือง* (สำหรับการดำรงชีวิต สุขภาพ โภชนาการ น้ำ ฯลฯ) ระบุผ่านการมีส่วนร่วมกับชุมชนเหล่านี้หรือชนพื้นเมือง
  HCV 6 - คุณค่าทางวัฒนธรรม แหล่งทรัพยากร แหล่งที่อยู่อาศัย และภูมิทัศน์* ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม โบราณคดี หรือประวัติศาสตร์ระดับโลกหรือระดับชาติ และ/หรือมีความสำคัญทางวัฒนธรรม ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ หรือศาสนา/ความศักดิ์สิทธิ์สำหรับวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่นหรือชนพื้นเมือง ซึ่งระบุได้ผ่านการมีส่วนร่วมกับสิ่งเหล่านี้ ชุมชนท้องถิ่นหรือชนพื้นเมือง
9.2. องค์กร* จะพัฒนากลยุทธ์ที่มีประสิทธิผลเพื่อรักษาและ/หรือเพิ่มมูลค่าการอนุรักษ์สูงที่ระบุ* ผ่านการมีส่วนร่วม* กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบ* ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สนใจ* และผู้เชี่ยวชาญ
9.3. องค์กร* จะใช้กลยุทธ์และการดำเนินการที่รักษาและ/หรือเพิ่มมูลค่าการอนุรักษ์สูงที่ระบุ* กลยุทธ์และการดำเนินการเหล่านี้จะต้องดำเนินการตามแนวทางป้องกันไว้ก่อน* และเป็นสัดส่วนกับขนาด ความรุนแรง และความเสี่ยง* ของกิจกรรมการจัดการ
9.4. องค์กร* จะแสดงให้เห็นว่ามีการดำเนินการติดตามเป็นระยะเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงในสถานะของคุณค่าการอนุรักษ์สูง* และต้องปรับกลยุทธ์การจัดการเพื่อให้มั่นใจว่าการป้องกันมีประสิทธิภาพ การติดตามจะต้องมีสัดส่วนกับขนาด ความเข้มข้น และความเสี่ยง* ของกิจกรรมการจัดการ และจะรวมถึงการมีส่วนร่วม* กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบ* ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สนใจ* และผู้เชี่ยวชาญ
10. การดำเนินกิจกรรมการจัดการ (Implementation of Management Activities)
กิจกรรมการจัดการที่ดำเนินการโดยหรือเพื่อองค์กร* สำหรับหน่วยการจัดการ* จะเป็น คัดเลือกและดำเนินการให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมขององค์กร นโยบายและวัตถุประสงค์* และสอดคล้องกับหลักการ* และเกณฑ์* โดยรวม
10.1. หลังการเก็บเกี่ยวหรือตามแผนการจัดการ* องค์กร* จะด้วยวิธีการฟื้นฟูตามธรรมชาติหรือประดิษฐ์ ฟื้นฟูพืชคลุมให้ทันเวลาจนถึงก่อนเก็บเกี่ยวหรือสภาพธรรมชาติที่มากกว่านั้น
10.2. องค์กร* จะใช้สายพันธุ์เพื่อการฟื้นฟูซึ่งปรับให้เข้ากับระบบนิเวศได้ดีกับพื้นที่และวัตถุประสงค์การจัดการ* องค์กรจะใช้สายพันธุ์พื้นเมือง* และจีโนไทป์ท้องถิ่น* สำหรับการฟื้นฟู เว้นแต่จะมีเหตุผลที่ชัดเจนและน่าเชื่อสำหรับการใช้สายพันธุ์อื่น
10.3. องค์กร* จะใช้เอเลียนสปีชีส์* ก็ต่อเมื่อความรู้และ/หรือประสบการณ์แสดงให้เห็นว่าสามารถควบคุมผลกระทบที่รุกรานได้และมีมาตรการบรรเทาผลกระทบที่มีประสิทธิภาพ
10.4. องค์กร* จะไม่ใช้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม* ในหน่วยบริหารจัดการ
10.5. องค์กร
จะใช้แนวปฏิบัติด้านวนวัฒนวิทยา* ที่เหมาะสมกับระบบนิเวศน์สำหรับพืชพรรณ สายพันธุ์ สถานที่ และวัตถุประสงค์ในการจัดการ
10.6. องค์กร
จะลดหรือหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ย เมื่อมีการใช้ปุ๋ย องค์การจะต้องแสดงให้เห็นว่าการใช้นั้นมีประโยชน์เท่าเทียมกันหรือมากกว่าในทางนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจมากกว่าการใช้ระบบวนเกษตรที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ย และป้องกัน บรรเทา และ/หรือซ่อมแซมความเสียหายต่อคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม* ซึ่งรวมถึงดินด้วย
10.7. องค์กร* จะใช้ระบบการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานและวนเกษตร* ซึ่งหลีกเลี่ยงหรือมีเป้าหมายในการกำจัดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช* องค์กรจะไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชใดๆ ที่ห้ามโดยนโยบาย FSC เมื่อมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืช องค์กรจะต้องป้องกัน บรรเทา และ/หรือซ่อมแซมความเสียหายต่อคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม* และสุขภาพของมนุษย์
10.8. องค์กร* จะลด ติดตาม และควบคุมการใช้สารควบคุมทางชีวภาพ* อย่างเข้มงวดตามระเบียบการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล* เมื่อใช้สารควบคุมทางชีวภาพ* องค์กรจะต้องป้องกัน บรรเทา และ/หรือซ่อมแซมความเสียหายต่อคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม
10.9. องค์กร
จะประเมินความเสี่ยงและดำเนินกิจกรรมที่ลดผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติตามสัดส่วนของขนาด ความรุนแรง และความเสี่ยง
10.10. องค์กร
จะจัดการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กิจกรรมการขนส่ง และวนวัฒนวิทยา* เพื่อให้ทรัพยากรน้ำและดินได้รับการปกป้อง และป้องกัน บรรเทา และ/ หรือซ่อม.
10.11. องค์กร* จะจัดการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเก็บเกี่ยวและการสกัดไม้และผลิตภัณฑ์จากป่าที่ไม่ใช่ไม้* เพื่อให้อนุรักษ์คุณค่าทางสิ่งแวดล้อม* ลดของเสียในเชิงพาณิชย์ และหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ
10.12. องค์กร* จะกำจัดวัสดุเหลือใช้ด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อสิ่งแวดล้อม

Submitted by สุทธิพงษ์ อุสาหะพงษ์สิน on 4 มิ.ย. 66 18.05

The 10 FSC Principles V4.0
หลักการ FSC 10 ประการ

Principle #1: Compliance with Laws and FSC Principles
Forest management shall respect all applicable laws of the country in which they occur, and international treaties and agreements to which the country is signatory, and comply with all FSC Principles and Criteria.
หลักการ #1: การปฏิบัติตามกฎหมายและหลักการ FSC
การจัดการป่าไม้ต้องเคารพกฎหมายที่บังคับใช้ทั้งหมดของประเทศที่กฎหมายนั้นเกิดขึ้น รวมถึงสนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศนั้นลงนาม และปฏิบัติตามหลักการและเกณฑ์ FSC ทั้งหมด

Principle #2: Tenure and Use Rights and Responsibilities
Long-term tenure and use rights to the land and forest resources shall be clearly defined, documented and legally established.
หลักการ #2: สิทธิการครอบครองและการใช้และความรับผิดชอบ
สิทธิการครอบครองและการใช้ที่ดินและทรัพยากรป่าไม้ในระยะยาวจะต้องกำหนดไว้อย่างชัดเจน จัดทำเป็นเอกสารและจัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย

Principle #3: Indigenous Peoples’ Rights
The legal and customary rights of indigenous peoples to own, use and manage their lands, territories, and resources shall be recognized and respected.
หลักการ #3: สิทธิของชนพื้นเมือง
สิทธิตามกฎหมายและจารีตประเพณีของชนเผ่าพื้นเมืองในการเป็นเจ้าของ ใช้ และจัดการที่ดิน อาณาเขต และทรัพยากรของพวกเขาจะต้องได้รับการยอมรับและเคารพ

Principle #4: Community Relations and Workers’ Rights
Forest management operations shall maintain or enhance the long-term social and economic well-being of forest workers and local communities.
หลักการข้อที่ 4: ความสัมพันธ์กับชุมชนและสิทธิของคนงาน
การดำเนินการจัดการป่าไม้ต้องรักษาหรือเพิ่มพูนความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาวทางสังคมและเศรษฐกิจของคนงานป่าไม้และชุมชนท้องถิ่น

Principle #5: Benefits from the Forest
Forest management operations shall encourage the efficient use of the forest’s multiple products and services to ensure economic viability and a wide range of environ-mental and social benefits.
หลักการ #5: ประโยชน์จากป่า
การดำเนินการจัดการป่าไม้ต้องส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายของป่าไม้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้แน่ใจว่ามีศักยภาพทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและจิตใจและสังคมที่หลากหลาย

Principle #6: Environmental Impact
Forest management shall conserve biological diversity and its associated values, water resources, soils, and unique and fragile ecosystems and landscapes, and, by so doing, maintain the ecological functions and the integrity of the forest.
หลักการ #6: ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การจัดการป่าไม้ต้องอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและคุณค่าที่เกี่ยวข้อง ทรัพยากรน้ำ ดิน ระบบนิเวศและภูมิทัศน์ที่มีลักษณะเฉพาะและเปราะบาง และโดยการทำเช่นนั้น รักษาหน้าที่ของระบบนิเวศและความสมบูรณ์ของป่า

Principle #7: Management Plan
A management plan – appropriate to the scale and intensity of the operations – shall be written, implemented, and kept up to date. The long-term objectives of management, and the means of achieving them, shall be clearly stated
หลักการ #7: แผนการจัดการ
แผนการจัดการ - ที่เหมาะสมกับขนาดและความเข้มข้นของการดำเนินงาน - จะต้องเขียน นำไปใช้ และปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน ต้องระบุวัตถุประสงค์ระยะยาวของการจัดการและวิธีการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวอย่างชัดเจน

Principle #8: Monitoring and Assessment
Monitoring shall be conducted – appropriate to the scale and intensity of forest management – to assess the condition of the forest, yields of forest products, chain of custody, management activities and their social and environmental impacts.
หลักการ #8: การติดตามและการประเมิน
การติดตามจะต้องดำเนินการ - เหมาะสมกับขนาดและความเข้มข้นของการจัดการป่าไม้ - เพื่อประเมินสภาพของป่า ผลผลิตของผลิตผลจากป่า ห่วงโซ่การดูแล กิจกรรมการจัดการ และผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

Principle #9: Maintenance of High Conservation Value Forests
Management activities in high conservation value forests shall maintain or enhance the attributes which define such forests. Decisions regarding high conservation value forests shall always be considered in the context of a precautionary approach.
หลักการ #9: การบำรุงรักษาป่าไม้ที่มีมูลค่าสูงในการอนุรักษ์
กิจกรรมการจัดการในป่าที่มีคุณค่าสูงในการอนุรักษ์จะต้องรักษาหรือเพิ่มคุณสมบัติที่กำหนดป่าดังกล่าว การตัดสินใจเกี่ยวกับป่าที่มีมูลค่าสูงในการอนุรักษ์จะต้องพิจารณาในบริบทของแนวทางป้องกันไว้ก่อนเสมอ

Principle #10: Plantations
Plantations shall be planned and managed in accordance with Principles and Criteria 1-9, and Principle 10 and its Criteria. While plantations can provide an array of social and economic benefits, and can contribute to satisfying the world’s need for forest products, they should complement the management of, reduce pressures on, and promote the restoration and conservation of natural forests.
หลักการ #10: พื้นที่เพาะปลูก
พื้นที่เพาะปลูกต้องมีการวางแผนและจัดการตามหลักการและหลักเกณฑ์ข้อ 1-9 และหลักการข้อ 10 และหลักเกณฑ์ แม้ว่าพื้นที่เพาะปลูกสามารถให้ประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจมากมาย และมีส่วนช่วยตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์จากป่าของโลก แต่ควรส่งเสริมการจัดการ ลดแรงกดดัน และส่งเสริมการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าธรรมชาติ

Submitted by สุทธิพงษ์ อุสาหะพงษ์สิน on 4 มิ.ย. 66 15.37

Submitted by สุทธิพงษ์ อุสาหะพงษ์สิน on 4 มิ.ย. 66 13.45

 

Submitted by สุทธิพงษ์ อุสาหะพงษ์สิน on 4 มิ.ย. 66 13.44

 

1570 items(1/157) 2 3 4 5 Next » Last »|