คนสร้างสุข

directions_run

โครงการการฟื้นคืนชีวิตชาวสวนยางด้วยวิถีป่าร่วมยางยั่งยืน บ้านควนอินนอโม

stars
1. รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ โครงการการฟื้นคืนชีวิตชาวสวนยางด้วยวิถีป่าร่วมยางยั่งยืน บ้านควนอินนอโม
ภายใต้องค์กร Node Flagship จังหวัดพัทลุง
รหัสโครงการ 65-00232-0024
วันที่อนุมัติ 28 เมษายน 2565
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 พฤษภาคม 2565 - 30 เมษายน 2566
งบประมาณ 105,000.00 บาท
ชื่อองค์กรที่รับผิดชอบ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
ผู้รับผิดชอบโครงการ นายก่อเกียรติ บุญพน
เบอร์โทรผู้รับผิดชอบโครงการ
อีเมล์ผู้รับผิดชอบโครงการ
พี่เลี้ยงโครงการ ณัฐพงศ์ คงสง
พื้นที่ดำเนินการ ตำบลตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
ละติจูด-ลองจิจูด 7.356696,100.052548place
stars
2. งวดสำหรับการทำรายงาน
stars
3. ประเด็นที่เกี่ยวข้อง
แผนงานอาหารและโภชนาการ
stars
4. หลักการและเหตุผล/สถานการณ์
สถานการณ์ปัญหาขนาด

ความสำคัญของโครงการ สถานการณ์ หลักการและเหตุผล

ปัจจุบันยางพาราเข้าครอบครองพื้นที่ทําการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลพื้นที่ปลูกยางพาราของสถาบันวิจัยยาง ปีพ.ศ. 2558 รายงานว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางทั้งสิ้น 18,761,231 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ปลูกยางของภาคใต้จํานวน 11,906,882 ไร่ รองลงมาคือ พื้นที่ปลูกยางพาราของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จํานวน 3,477,303 ไร่ ภาคตะวันออกรวมกับภาคกลาง จํานวน 2,509,644 ไร่ ส่วนภาคเหนือพื้นที่ปลูกยางพาราน้อยที่สุด จํานวน 867,402 ไร่ พื้นที่ปลูกยางทั้งหมดของประเทศที่กล่าวถึง มีจํานวน พื้นที่ซึ่งเปิดกรีดไปแล้ว จํานวนรวมทั้งสิ้น 10,896,957 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 85 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งหมด ในจํานวนนี้ให้ผลผลิตเฉลี่ย 282 กิโลกรัม/ไร่/ปี  อย่างไรก็ตามพื้นที่ปลูกยางของประเทศไทยยังมีอัตราที่ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องมาจากสภาวะวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิง มีส่วนชาวยางสร้างโอกาสให้กับยางธรรมชาติขึ้นมาอยู่เหนือยางเทียม อย่างไม่คาดคิด ความต้องการยางธรรมชาติในเชิงอุตสาหกรรมจึงสูงขึ้น ช่วยฉุดให้ราคายางพาราสูงตาม ส่งผลให้พื้นที่ปลูกยางพารา ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากป่าบนพื้นที่สูงจะถูกแทนที่ด้วย สวนยางพาราแล้ว บริเวณที่ราบลุ่มที่เคยเป็นพืชไร่ วันนี้ยังถูกแทนที่ด้วยยางพาราจํานวนไม่น้อย ทั้งๆ ที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่จะต่ำมากก็ตาม เมื่อรวมพื้นที่ปลูกยางพาราของทั้งจังหวัดสงขลา จังหวัด พัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่ามีพื้นที่ปลูกยาง ทั้งสิ้นประมาณ 3,430,422 ไร่ ในจํานวนพื้นที่นี้พบว่ามีพื้นที่ป่าอนุรักษ์รวมอยู่ด้วยจํานวนหนึ่ง จากข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปี พ.ศ. 2545 ซึ่งกรมทรัพยากรป่าไม้ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ได้รายงาน โดยอ้างจากรายงานโครงการจัดทําแผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรและสิ่ง - แวดล้อม    ปีพ.ศ. 2548 พบว่าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ถูกบุกรุกประมาณ 23,618 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ที่ครอบคลุมบางส่วนของจังหวัดสงขลา จังหวัด พัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช การรุกป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่การเกษตร สืบเนื่องจากพื้นที่เดิม ดินเกิดสภาวะเสื่อมโทรมส่งผลให้ผลผลิตลดจํานวนลง การแก้ปัญหาของเกษตรกรวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการขยายพื้นที่ปลูก เพื่อให้ ผลิตต่อไร่คงที่หรือเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยไม่มีพื้นที่ว่างเปล่าเหลืออยู่ เกษตรกรจึงเลือกที่จะรุกเข้าไปทําแปลงเกษตรในพื้นที่อนุรักษ์ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ แต่ด้วยถูกปลูกฝังมาให้ยึดติดกับระบบเกษตรกระแสหลักที่ยึดเอาเทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง เกษตรกรจึงทําเกษตร ในระบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ส่งผลให้สวนยางพาราทั้งหมดในทุกพื้นที่ เป็นสวนยางพาราเชิงเดี่ยวทั้งสิ้น ในมิติที่เป็นประโยชน์ของการจัดการ เกษตรกรรมระบบนี้เกษตรกรจะได้ค่าตอบแทนสูง แต่จะชักนําให้ต้นทุนสูงตามไปด้วย ทั้งนี้เพราะต้องวิ่งตามเทคโนโลยีไปตลอดไม่ สิ้นสุด ในทางกลับกันหากพิจารณาในมิติความยั่งยืนของการจัดการเชิงเดี่ยวที่ปลูกในที่พื้นที่เดิมต่อเนื่องกันประมาณ 3 รอบ ใช้เวลา ประมาณ 60 ปีหรือมากกว่า จะพบว่าอัตราการเจริญเติบโตของต้น ยางพาราจะค่อยๆ ลดขนาดลงตามลําดับ ส่งผลให้ต้นยางพารามี เปลือกบางลง และให้น้ํายางน้อย เนื่องจากดินในแปลงปลูกพืช เชิงเดี่ยวเสื่อมคุณภาพลง ด้วยเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของดิน ทั้งทางด้านกายภาพ เคมีและชีววิทยา ที่สืบเนื่องมาจากการ ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในแปลงปลูกยางพาราเป็นเวลายาวนาน ส่งผลกระทบก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของดิน ทําให้เศษซากดังกล่าว ตกค้างอยู่ในดินยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกันกลไกดังกล่าว มีส่วนสนับสนุนให้ผิวอนุภาคดินมีไฮโดรเจนไอออนจับเกาะในปริมาณ มากขึ้น จึงไม่ใช้เรื่องแปลกที่ดินจะค่อยๆพัฒนาไปสู่ความเป็นกรดขึ้น อย่างต่อเนื่อง การเสื่อมของคุณภาพดินยังสร้างผลกระทบกับวงจรธาตุ อาหารของระบบนิเวศทั้งระบบ เช่น วงจรของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและธาตุอาหารอื่น วงจรธาตุอาหารดังกล่าวจะถูกตัดตอน ให้ขาดเป็นช่วงๆ ระบบนิเวศของดินในพื้นที่ปลูกยางพาราจึงขับเคลื่อน วงจรธาตุอาหารลดประสิทธิภาพลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ขาดธาตุ อาหารจําพวกไนโตรเจนในดินลดจํานวนลง        ส่วนฟอสฟอรัสแม้จะยังมี อยู่ก็มิอาจใช้ประโยชน์ได้เนื่องจากไม่ได้อยู่ในรูปของฟอสเฟตที่ละลายน้ำได้ด้วยเพราะดินเป็นกรด ดินที่ขาดธาตุอาหารหรือมีธาตุอาหารแต่อยู่ในรูปที่ใช้ ประโยชน์ไม่ได้ จัดเป็นดินที่เสื่อมความอุดมสมบูรณ์พืชที่อาศัยอยู่ใน ดินลักษณะดังกล่าวจึงเติบโตได้น้อยและให้ผลผลิตต่ำ ทางออกของ เกษตรกรอย่างง่าย ก็คือการนําเข้าธาตุอาหารดังกล่าวสู่ดินมากขึ้นตามลําดับ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเพิ่มปุ๋ยเคมีลงไปเท่าใดก็หาเป็น  ประโยชน์ไม่ เพราะดินที่เป็นกรดทําให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสไม่แตกตัว เป็นไอออน โดยจะอยู่ในรูปสารประกอบของโลหะเป็นส่วนใหญ่ รากพืชจึงไม้สามารถนําเข้าเพื่อใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นแม้ว่าเกษตรกรจะเพิ่มปุ๋ยเคมีลงไปในดินมาก สักเพียงใด ก็จะไม่เกิดประโยชน์กับต้นยางพารา      ด้วยเพราะไม่ สามารถนําธาตุอาหารชนิดนี้เข้าสู่รากเพื่อส่งต่อไปยังส่วนต่างๆของ เนื้อเยื่อที่ได้รับคําสั่งมา สุดท้ายก็จะเกิดสภาวะขาดแคลนธาตุอาหาร เมื่อหันกลับมาพิจารณามิติของการปลูกยางพาราเชิง บูรณาการ ที่อาจเป็นการใช้พืชหลายชนิดปลูกแซม ป่าร่วมยาง หรืออาจพัฒนาให้ ซับซ้อนสู่การสร้างสังคมพืช จะพบว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่สอดคล้องกับ ธรรมชาติเนื่องจากมีส่วนช่วยให้โครงสร้างของดิน ทั้งทางกายภาพ เคมีและชีววิทยา ได้มีการพัฒนาตนเองไปสู่การสร้างสัดส่วนขององค์ประกอบของโครงสร้างของดินให้เหมาะสม เช่น หากดินมีสภาพ ทางกายภาพที่มีช่องว่างระหว่างเม็ดดินติดต่อเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ก็จะช่วยให้อากาศแพร่ผ่านลงไปในดินได้ลึกมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วย ให้คาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกกักเก็บสามารถแพร่ออกจากดินสู่ บรรยากาศได้ไม่ยุ่งยาก รากพืชก็จะทําหน้าที่ได้สมบูรณ์ขึ้น ทุกครั้งที่ฝนตก หากดินมีช่องว่างระหว่าง อนุภาคดินติดต่อ เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายถึงกันอย่างเป็นระบบ การระบายน้ำลงสู่ดินชั้น ล่างจะกระทําได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะไม่มีน้ำถูกกักขังอยู่ระหว่างช่องว่างอนุภาคดิน ส่งผลให้รากพืชไม่เครียดเพราะขาดออกซิเจน สําหรับหายใจ เมื่อดินสามารถกักอากาศเอาไว้ในช่องว่างระหว่าง อนุภาคดินได้มาก ก็จะมีไนโตรเจนสําหรับให้  จุลินทรีย์ตรึงเพื่อ เปลี่ยนเป็นไนเตรต ขณะเดียวกันก็มีปริมาณออกซิเจนเพียงพอสําหรับ ให้รากพืช สัตว์ในดิน และจุลินทรีย์ใช้ในการหายใจเพื่อสร้างพลังงาน หากการสร้างพลังงานไม่ติดขัด การขับเคลื่อนวิถีภายในระบบชีวิตของ แต่ละสรรพชีวิตก็จะสะดวกและคล่องตัว ส่งผลให้สภาวะแวดล้อมของ ดินดีขึ้น สภาวะเช่นว่านี้จะสนับสนุนให้เกิดการชักนําให้สรรพชีวิตอื่นๆ ในที่อยู่อาศัยอื่น ได้อพยพเข้ามามากขึ้นตามลําดับ หากเป็นเช่นนี้ได้ก็ จะช่วยให้ดินพัฒนาไปสู่สุขภาวะอย่างต่อเนื่อง ในธรรมชาติพัฒนาการ ของสังคมพืชได้ให้ ความสําคัญ กับความ หลากหลายของพันธุกรรม ทั้งพืช สัตว์และจุลินทรีย์ ได้ส่วนร่วมในการทําหน้าที่ อ ย่างเป็นระบบ กรอบ ความคิด ดังกล่าวมีสวน สนับสนุนให้เครื่องจักรมีชีวิต ในดินแต่ละภาคส่วนได้ทําหน้าที่สนับสนุนการ ขับเคลื่อนวงจรธาตุอาหาร ให้เคลื่อนตัวไดเร็วขึ้น และขยายเครือขยายสู่วงกว้างมากขึ้น ทําให้มีปุ๋ยธรรมชาติคืนกลับสู่ดิน เพียงพอสําหรับการเฉลี่ยและแบ่งปันกัน ผลลัพธ์ก็คือความแข็งแรง ของระบบนิเวศที่จะทยอยคืนกลับมาอย่างช้าๆ แต่มั่นคง สุดท้าย ระบบเกษตรเช่นว่านี้จะก้าวย่างสู่มิติของความยั่งยืน หากเราสร้างกรอบคิดการปลูกยางพารา โดยอาศัยหลักการ และเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ก็จะมี ส่วนช่วยให้สังคมพืชป่ายางพารา ได้ปรับตัวจากความเปราะบางสู่ความแข็งแรงของระบบ แม้ว่าจะมี การคุกคามที่ทําให้เกิดภาวะเครียด จากตัวแปรใดๆ ก็ตาม สรรพชีวิต ก็สามารถปรับตัวโดยอาศัยกลไกการป้องกันตัวเอง ช่วยแก้ปัญหา ทั้ง การแก้ปัญหาเฉพาะส่วนตัวหรือการแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วม เช่น จุลินทรีย์กลุ่มหนึ่งอาจช่วยกันแย่งชิงอาหาร หรือตัวรับอิเล็กตรอน ของจุลินทรีย์ก่อโรค ทําให้จุลินทรีย์ก่อโรคขาดอาหาร หรือพลังงาน สุดท้ายจุลินทรีย์ก่อโรคจะค่อยๆ ลดจํานวนประชากรลงตามลําดับอย่างต่อเนื่อง และหายไปในที่สุดโดยเกษตรกรไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี ที่เป็นพิษแต่อย่างใด สังคมพืชสวนยางพารา มองดูก็คล้ายกับสังคมพืชใน ป่าดิบชื้น เพียงแต่มีจํานวน เรือนยอดของพืชเสมือนร่ม ขนาดและรูปแบบที่ซ่อน เหลื่อมในแนวดิ่งจํานวนน้อย กว่า แต่จํานวนที่น้อยกว่านี้ก็ สามารถทําหน้าที่ช่วยดูดซับ และสะท้อนรังสีอัลตราไวโอเลตไม่ให้กระทบกับประชากร ของจุลินทรีย์โดยตรง ทั้งนี้เพื่อให้เครื่องจักรที่มีชีวิตเหล่านี้ได้ทําหน้าที่ ผลิตอินทรียวัตถุ และช่วยคืนกลับธาตุอาหารให้กับดินผ่านกลไกของ การย่อยสลายเพื่อส่งต่อให้กับพืช ทํานองเดียวกันธรรมชาติยังได้ ออกแบบให้โปรโตซัว คอยทําหน้าที่ควบคุมประชากรของแบคทีเรีย ไม่ให้เพิ่มจํานวนเร็วมากเกินไป ทั้งนี้เพื่อความสอดคล้องกับปริมาณใบ พืชที่ร่วงหล่น รวมทั้งเศษซากพืชที่มีจํานวนสอดคล้องกับประชากร ของสัตว์กินซาก ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ล้วนบ่งชี้ให้เห็นว่าระบบ เกษตรเชิงเดี่ยวในบริเวณพื้นที่ป่าต้นน้ำ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของ ประเด็นปัญหาหลายๆ ประเด็นที่สัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างเป็น ระบบ จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และรายทาง ก่อให้เกิดผลกระทบกับ สรรพชีวิตที่เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างระบบนิเวศ ภายใต้ระบบ ธรรมชาติที่ซับซ้อน หากประสงค์จะแก่ปัญหาดังกล่าวจะต้องมองให้ ครบทุกมิติหลังจากนั้นจึงเริ่มต้นแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วมโดยเริ่มที่ต้นน้ำ แล้วเชื่อมโยงสู่กลางน้ำและปลายน้ำอย่างเป็นระบบ ถึงจะทํา ให้ทุกข์ของสรรพสิ่งของลุ่มน้ําค่อยๆ คลี่คลายลงอย่างมีพัฒนาการ
ดังนั้นในการขับเคลื่อนส่งเสริมฟื้นชีวิตคืนเศรษฐกิจชาวสวนยางพัทลุงด้วยกระบวนการพัฒนาสวนยางเป็นพื้นที่พืชร่วมยาง ผลลัพธ์ของการดำเนินงาน เกิดเครือข่ายป่าร่วมยางยั่งยืน สมาชิกในเครือข่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลกระทบของยางเชิงเดี่ยวและการใช้สารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ทำให้มีชาวสวนยางจำนวน 54 ครอบครัว ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบป่ายางยั่งยืน มีการปลูกพืชแซมในสวนยาง โดยในการขับเคลื่อนงานนั้นการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ได้มีกลไกขับเคลื่อน “คณะทำงานป่าร่วมยาง” มีคณะทำงานจำนวน 20 คน มีแกนนำหลักในการขับเคลื่อนและการบริหารจัดการจำนวน 6 คน ที่ได้มีส่วนร่วมในการร่วมคิด ร่วมทำ และสามารถวิเคราะห์แก้ปัญหาได้  ได้มีการแบ่งบทบาทการทำงาน และรับผิดชอบตามที่ได้รับมอบหมาย มีกติกาข้อตกลง ได้ทำตามข้อตกลงและสมาชิกในเครือข่ายยอมรับและเข้าร่วม สำหรับแกนนำบางส่วนใหม่กระบวนการทำงานเป็นทีมยังขาดทักษะความชำนาญในเรื่องการบริหารจัดการและการขับเคลื่อนงานแบบมีส่วนร่วม  การทำงานได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากภาคีความร่วมมือ เนื่องได้มีกระบวนการร่วมในกิจกรรม และแปลงรูปธรรมต้นแบบทำให้ได้รับความยอมรับ และเห็นความตั้งใจร่วมแรงร่วมใจของเครือข่ายฯ  เช่น เทศบาลตำบลลำสินธุ์  ธกส.  สปก.พัทลุง
เกิดวิชาต้องไม่พาตาย ถ่ายทอดความรู้ของชุมชนสู่คนรุ่นใหม่ มีเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และนำความรู้ที่ได้ไปใช้ ในการเพาะกล้าไม้ การขยายพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด ที่สามารถขยายพันธุ์พืชสำหรับเตรียมปลูกร่วมในป่าร่วมยาง เกิดธนาคารพันธุ์พืช มีโรงเรือนเพาะและขยายพันธุ์พืชจำนวน 16 โรง มีระบบการกระจายแบ่งปันให้กับสมาชิก และมีรายได้จากการจำหน่ายพันธุ์กล้าไม้ให้กับคนที่สนใจเพิ่มความหลายหลายในแปลง ส่งผลให้ธนาคารพันธุ์พืชมีความเติบโต และมีพันธุ์กล้าไม้ที่เหมาะสมในการปลูกรวมในสวนยางแต่ละระยะจำนวน 30 ชนิด  นอกจากนี้ผลผลิตในแปลงที่ปลูก หรือที่เว้นไว้ในส่วนยางมีระบบการรวบรวมและจัดการกระจายผลผลิต และบริโภคในครัวเรือน มีการเพิ่มมูลค่านำพืชใช้ประโยชน์อาหาร  ใช้สอย ไม้ประดับ เพิ่มรายได้ให้กับชาวสวนยาง ซึ่งเฉลี่ยมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 1,000 บาท  มีระบบตลาด ระบบร้านค้าชุมชน ศูนย์เรียนรู้พันธุกรรมพืชตำบลลำสินธุ ซึงจากการดำเนินการนั้น ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนเกษตร ผลผลิตที่นำมานั้นยังสร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่าพืชร่วมในสวนยางนั้นยังมีน้อย
ช่องว่างในกระบวนการดำเนินงานในการจัดการกระบวนการขับเคลื่อนของกลไกเครือข่ายที่สามารถดำเนินการขับเคลื่อนงานได้  คณะทำงานร้อยกว่า 50 ของคณะทำงานมีความตั้งใจและสามารถขับเคลื่อนงานได้ แต่มีร้อยละ 50 นั้นขาดทักษะความชำนาญในการบริหารจัดการและขับเคลื่อนงาน หรือบางคนมีการแบ่งเวลาไม่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิต มีการปรับเปลี่ยน
มีกระบวนการทำซ้ำเพื่อเติมส่วนช่องว่างของโมเดลป่าร่วมยางยังยืนที่ยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในการเก็บข้อมูลตัวชี้วัดผลลัพธ์ยังไม่ครบถ้วน และการวิเคราะห์ข้อมูลยังไม่ชัดเจน  และทดสอบเพิ่มความมั่นใจโมเดล ในการขยายพื้นที่ป่าร่วมยางยั่งยืนคืนชีวิตชาวสวนยางพัทลุง ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาวะ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มวิถีชุมชนคนเกษตรร่วมกับกลุ่มเครือข่ายคนอินทรีย์วิถีเมืองลุง จึงได้จัดทำโครงการฟื้นคืนชีวิตชาวสวนยางด้วยวิถีป่าร่วมยางยั่งยืน เพื่อปรับกระบวนทัศน์ในการทำสวนยางพาราของคนเมืองลุงให้เปลี่ยนจากระบบพืชเชิงเดี่ยวไปสู่ระบบพืชร่วมยางขึ้น รวมถึงสร้างและพัฒนากลไกเครือข่ายภาคประชาชน เกษตรกรคนเล็กคนน้อยในชุมชนพัทลุง ให้รู้และตระหนักถึงการพิษภัยของการใช้สารเคมีทางการเกษตร เพื่อยกระดับเป็นโมเดลการจัดการป่าร่วมยางยั่งยืน เป็นแนวทางหนึ่งที่นำไปสู่เมืองโดยมีเป้าหมายสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัดของภาคประชาชนในการสร้างพัทลุงให้เป็นเมืองสีเขียวเกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ที่มั่นคง และมีความมั่นคงทางด้านอาหาร
เพื่อให้โมเดลป่าร่วมยางยั่งยืน นำไปสู่การขยายผลต่อไปได้ ในปีที่ 2 มีแนวทางในการขับเคลื่อนป่าร่วมยางเพื่อมีปรับเปลี่ยนของชาวสวนยางเข้าสู่ระบบป่าสวนยางยังยืนที่เหมาะสมกับพื้นที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น กระบวนการปลูก การจัดจัดการผลผลิตเชื่อมร้อยแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค มีกระบวนการพัฒนากลไกขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพแกนนำให้สามารถขับเคลื่อนงานมีคณะทำงานที่อย่างเข้มแข็ง ร่วมคิด ร่วมวิเคราะห์ ประเมินการดำเนินงาน แก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม และขับเคลื่อนงานให้บรรลุตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้  พัฒนากลไกเครือข่ายให้มีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปันพันธุ์พืช ผลผลิต ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  กระบวนการในการยกระดับพัฒนาระบบตลาด ตลาดนัดชุมชน แบ่งปันพืชผัก อาหารปลอดภัย งานจักสาน ซึ่งใช้วัสดุจากป่าร่วมยาง  และพัฒนาระบบตลาดออนไลน์ มีกระบวนการเพิ่มเติมความรู้ในการจัดการและบรรจุ การขนส่งที่มีคุณภาพที่ดี ส่งเสริมการนำผลผลิตจากป่าร่วมยางสร้างรายได้ เสริมแรงให้ชาวสวนยางปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบป่ายางยังยืน  สนับสนุนครัวเรือนอยางน้อยง 50 ครัวเรือนในการทำป่าร่วมยางเพิ่มพื้นที่ป่าร่วมยางในจังหวัดพัทลุง และถอดบทเรียน โมเดลคืนชีวิตชาวสวนยางด้วยระบบป่าร่วมยางยั่งยืน

stars
5. กรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์หลัก

 

stars
6. วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
วัตถุประสงค์/ตัวชี้วัดความสำเร็จขนาดปัญหาเป้าหมาย 1 ปี
1 1. เพื่อให้กลไกขับเคลื่อนป่าร่วมยางได้อย่างเข้มแข็ง
  1. มีกลไกคณะทำงานอย่างน้อย 15 คน ที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง มีการแบ่งบทบาท ความร่วมคิด ร่วมทำ วิเคราะห์ปัญหาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการยอมรับ
  2. เครือข่ายอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชในป่ายางอย่างน้อย 1 เครือข่าย ขับเคลื่อนป่าร่วมยางมีการขยายไปสู่ชาวสวนยาง
1.00
2 2.เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่ระบบป่าร่วมยางครบวงจร

1.ชาวสวนยางมีความรู้และความตระหนักความสำคัญของป่าร่วมยาง 2. เกิดครัวเรือนปรับเปลี่ยนการปลูกยางพาราเพียงอย่างเดียวสู่พืชร่วมยางที่มีพืชอย่างน้อย 5 ประเภทไม่น้อยกว่า 30 ครัวเรือน พื้นที่อย่างน้อย 60 ไร่ 3. มีระบบการกระจายพืชผักและผลผลิตที่ได้จากป่าร่วมยาง มีตลาดทางเลือกจำนวน 2 ตลาด
4.มีแผนการแลกเปลี่ยนแบ่งปันผลผลิตในระดับชุมชนและนอกชุมชนเพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับป่าร่วมยาง พร้อมขับเคลื่อนแลกเปลี่ยนแบ่งปันผลผลิต

1.00
3 3. มีป่าร่วมยางยั่งยืนเป็นพื้นที่ผลิตอาหารปลอดภัยเพิ่มขึ้น
  1. เกิดพื้นที่ป่าร่วมยางในจังหวัดพัทลุงไม่น้อยกว่า 60 ไร่
  2. ผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้จากการสร้างพื้นที่ป่าร่วมยางอย่างน้อย 1,000 บาทต่อเดือน 3.มีครัวเรือนอย่างน้อย 30 ครัวเรือนมีอาหารปลอดภัยบริโภคในครัวเรือนเพิ่มขึ้นสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนอย่างน้อยเดือนละ 300 บาท
1.00
stars
7. กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายจำนวนที่วางไว้(คน)จำนวนที่เข้าร่วม(คน)
จำนวนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 170
กลุ่มเป้าหมายจำนวนที่วางไว้(คน)จำนวนที่เข้าร่วม(คน)
กลุ่มเป้าหมายรอง 136 -
กลุ่มเป้าหมายหลัก 34 -
stars
8. การดำเนินงาน/กิจกรรม
ลำดับกิจกรรมหลักงบประมาณพ.ค. 65มิ.ย. 65ก.ค. 65ส.ค. 65ก.ย. 65ต.ค. 65พ.ย. 65ธ.ค. 65ม.ค. 66ก.พ. 66มี.ค. 66เม.ย. 66
1 ชื่อกิจกรรมที่ 1 อบรมคณะทำงาน(2 ส.ค. 2565-2 ส.ค. 2565) 3,575.00                        
รวม 3,575.00
1. ชื่อกิจกรรมที่ 1 อบรมคณะทำงาน กลุ่มเป้าหมาย
(คน)
งบกิจกรรม
(บาท)
ทำแล้ว
 
ใช้จ่ายแล้ว
(บาท)
วันที่ กิจกรรมย่อย 143 3,575.00 2 650.00
8 มิ.ย. 65 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 2 13 325.00 325.00
15 ก.ค. 65 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 3 13 325.00 325.00
9 ส.ค. 65 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 4 13 325.00 -
9 ก.ย. 65 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 5 13 325.00 -
11 ต.ค. 65 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 6 13 325.00 -
11 พ.ย. 65 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 7 13 325.00 -
9 ธ.ค. 65 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 8 13 325.00 -
11 ม.ค. 66 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 9 13 325.00 -
10 ก.พ. 66 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 10 13 325.00 -
10 มี.ค. 66 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 11 13 325.00 -
28 เม.ย. 66 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 12 13 325.00 -
hourglass_emptyไม่มีกลุ่มกิจกรรม กลุ่มเป้าหมาย
(คน)
งบกิจกรรม
(บาท)
ทำแล้ว
 
ใช้จ่ายแล้ว
(บาท)
วันที่ กิจกรรม 452 102,525.00 4 23,150.00
27 พ.ค. 65 ชื่อกิจกรรมที่ 1 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 1 13 325.00 325.00
10 มิ.ย. 65 ชื่อกิจกรรมที่ 2 เรียนรู้สร้างความเข้าใจ 39 2,475.00 2,475.00
23 มิ.ย. 65 ชื่อกิจกรรมที่ 3 ศึกษาดูงาน 30 14,950.00 14,950.00
29 มิ.ย. 65 ชื่อกิจกรรมที่ 4 สรุปผลจากการศึกษาดูงานและวิธีการดำเนินการ 30 5,400.00 5,400.00
15 ก.ค. 65 ชื่อกิจกรรมที่ 1 อบรมคณะทำงาน ครั้งที่ 2 13 325.00 -
1 ส.ค. 65 - 31 ต.ค. 65 ชื่อกิจกรรมที่ 10 การปฏิบัติการปลูก 30 0.00 -
13 ส.ค. 65 ชื่อกิจกรรมที่ 5 วางแผนการจัดการแปลง 30 2,450.00 -
20 - 21 ส.ค. 65 ชื่อกิจกรรมที่ 6 ส่งเสริมการจัดทำโรงเรือนเพาะชำพันธุ์พืช 5 15,620.00 -
27 ส.ค. 65 ชื่อกิจกรรมที่ 7 เรียนรู้การขยายพันธ์พืช 30 8,500.00 -
3 ก.ย. 65 ชื่อกิจกรรมที่ 8 เรียนรู้การทำปุ๋ยหมักแทนการใช้สารเคมี 30 14,600.00 -
10 ก.ย. 65 ชื่อกิจกรรมที่ 9 เรียนรู้การทำน้ำหมักแทนการใช้สารเคมี 30 5,550.00 -
15 ต.ค. 65 - 31 มี.ค. 66 ชื่อกิจกรรมที่ 14 ARE พื้นที่ 2 ครั้ง 28 11,480.00 -
15 พ.ย. 65 - 15 ธ.ค. 65 ชื่อกิจกรรมที่ 11 ติดตามแปลงป้าหมาย 2 ครั้ง 30 4,820.00 -
24 ธ.ค. 65 - 24 มี.ค. 66 ชื่อกิจกรรมที่ 12 เวทีเรียนรู้ผลการปฏิบัติงาน 2 ครั้ง 30 4,900.00 -
31 ม.ค. 66 ชื่อกิจกรรมที่ 13 สร้างพื้นที่แบ่งปันผลผลิตทางการเกษตร 28 1,250.00 -
31 มี.ค. 66 ชื่อกิจกรรมที่ 15 สรุปผลการดำเนินโครงการ 56 9,880.00 -

 

stars
9. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  1. เกิดพื้นที่ป่าร่วมยางในจังหวัดพัทลุงไม่น้อยกว่า 60 ไร่
  2. ผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้จากการสร้างพื้นที่ป่าร่วมยางอย่างน้อย 1,000 บาทต่อเดือน 3.มีครัวเรือนอย่างน้อย 30 ครัวเรือนมีอาหารปลอดภัยบริโภคในครัวเรือนเพิ่มขึ้นสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนอย่างน้อยเดือนละ 300 บาท 4.ชาวสวนยางมีความรู้และความตระหนักความสำคัญของป่าร่วมยาง
  3. เกิดครัวเรือนปรับเปลี่ยนการปลูกยางพาราเพียงอย่างเดียวสู่พืชร่วมยางที่มีพืชอย่างน้อย 5 ประเภทไม่น้อยกว่า 30 ครัวเรือน พื้นที่อย่างน้อย 60 ไร่
  4. มีระบบการกระจายพืชผักและผลผลิตที่ได้จากป่าร่วมยาง มีตลาดทางเลือกจำนวน 2 ตลาด
    7.มีแผนการแลกเปลี่ยนแบ่งปันผลผลิตในระดับชุมชนและนอกชุมชนเพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับป่าร่วมยาง พร้อมขับเคลื่อนแลกเปลี่ยนแบ่งปันผลผลิต
stars
10. เอกสารประกอบโครงการ
ชื่อเอกสารผู้ส่ง
1 ไฟล์ข้อเสนอโครงการ ครั้งที่ 1 (.docx) sarawut.darakai

โครงการเข้าสู่ระบบเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 14:26 น.